LAMKOOL GLASS TECHNOLOGY

เทคโนโลยีกระจกมัลติเลเยอร์เพื่ออาคารเย็น ปลอดภัย และประหยัดพลังงาน

lamkool logo

Lamkool Technology คือการผสานวิทยาศาสตร์ด้านวัสดุเข้ากับการจัดการพลังงาน โดยใช้การเคลือบผิวหลายชั้น (Multi-layer Coating) เพื่อแยกแยะรังสีความร้อนออกจากแสงสว่าง ส่งผลให้สามารถลดค่าการถ่ายเทความร้อน (U-Value) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
แก้ปัญหาอาคารร้อนและค่าไฟสูงด้วยนวัตกรรม Lamkool ที่ออกแบบมาเพื่อรับมือกับสภาพอากาศเขตร้อนโดยเฉพาะ ช่วยให้อาคารเย็นลงได้โดยไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรับอากาศเพียงอย่างเดียว

เทคโนโลยีกันความร้อนของ LAMKOOL

Spectral Selective คืออะไร

Spectral Selective (สเปกตรัล ซีเลกทีฟ) คือเทคโนโลยีในฟิล์มหรือกระจกที่ “เลือก” ให้แสงบางช่วงผ่านได้ และ “กัน” แสงบางช่วงออกไป โดยอาศัยหลักการทางแสงของ “สเปกตรัม” (wavelength)

ฟิล์มจะ ปล่อยให้แสงที่มองเห็นผ่านได้ เพื่อให้ภายในสว่าง แต่จะ กันรังสีที่ให้ความร้อนและรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ไม่ให้ผ่านเข้าไปในอาคารหรือรถยนต์

การทำงาน

แสงอาทิตย์มีพลังงานในหลายช่วงคลื่นตามตารางด้านล่าง โดยแต่ละช่วงจะมีผลกระทบต่างกันไปและฟิล์มจะมีการป้องกันที่แตกแต่างกันในแต่ละช่วงความยาวคลื่น

ดังนั้น ฟิล์มชนิดนี้จะดู ใส สว่าง แต่เย็น — เพราะปล่อยแค่แสงที่มีประโยชน์ให้ผ่าน

 

ความยาวคลื่นประเภทแสงผลกระทบการทำงานของฟิล์ม
300–400 nmUVทำลายผิวหนัง / สีซีดจางบล็อกเกือบ 100%
400–780 nmแสงที่ตามองเห็น (Visible Light)ให้ความสว่างปล่อยผ่านบางส่วน (40–70%)
780–2500 nmอินฟราเรด (IR)เป็นความร้อนสะท้อนหรือดูดซับไว้

 

Nano Ceramic Interlayer

Nano Ceramic Interlayer คือ ชั้นฟิล์มโพลิเมอร์นาโนเซรามิกที่ถูกประกบอยู่ ระหว่างกระจกสองชั้น (laminated glass) เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวกลางกรองรังสีความร้อนและรังสีอินฟราเรด ก่อนที่มันจะทะลุเข้าสู่ภายในอาคารหรือรถยนต์

ต่างจากกระจกธรรมดาที่ใช้แค่ฟิล์มเคลือบบาง ๆ ด้านนอก — Lamkool ใช้เทคโนโลยี “interlayer integration” ซึ่งฝังชั้นนาโนเซรามิกไว้ ภายในเนื้อโพลีเมอร์ที่คั่นระหว่างชั้นกระจก ทำให้ทนทานกว่า ไม่เสื่อม ไม่ลอก และยังคงประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งานของกระจก

 กลไกการกันความร้อนระดับนาโน

ภายใน interlayer ของ Lamkool จะมีอนุภาคเซรามิกขนาดระดับนาโน (ประมาณ 20–50 นาโนเมตร) กระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ โดยอนุภาคเหล่านี้มีคุณสมบัติพิเศษคือ

🔹 ป้องกันรังสีอินฟราเรด (IR Rejection): ป้องกันรังสีความร้อนที่มีความยาวคลื่น 780–2500 nm ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นในห้อง

🔹 ดูดซับรังสี UV (UV Absorptive): ลดการซีดจางของเฟอร์นิเจอร์และวัสดุตกแต่งภายในได้มากกว่า 99%

🔹 ปล่อยผ่านแสงที่ตามองเห็น (Visible Light Transmission): ช่วยให้ห้องยังสว่างและใส ไม่มืดเหมือนกระจกเคลือบโลหะ

เทคโนโลยีนี้ทำให้ Lamkool Glass สามารถ ลดความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้มากกว่า 50–70% โดยไม่ทำให้สีของแสงผิดเพี้ยนหรือเกิดเงาสะท้อนจากภายนอกมากเกินไป

lamkool PVB roll

Laminated Safety Layer

Laminated Safety Structure คือโครงสร้างกระจกที่ประกอบด้วย

กระจกสองชั้น (หรือมากกว่า) ประกบเข้าด้วยกันด้วย แผ่นฟิล์มยึดเหนี่ยว (Interlayer)

ภายใต้ความร้อนและแรงดันสูงในกระบวนการผลิตที่เรียกว่า “Lamination Process”

ผลลัพธ์ที่ได้คือ กระจกนิรภัย (Safety Glass) ที่เมื่อแตกแล้ว

เศษกระจกจะยังคงยึดติดอยู่กับชั้นฟิล์มกลาง ไม่กระจายออกมาเป็นชิ้นคม

ช่วยลดอันตรายต่อผู้คนและป้องกันการทะลุทะลวง

Interlayer ชั้นกลาง นี้ไม่ได้ทำหน้าที่ยึดกระจกเพียงอย่างเดียว

แต่ใน Lamkool ยังถูกพัฒนาให้มี “คุณสมบัติทางแสงและความร้อนระดับนาโนเซรามิก”

ทำให้ได้ทั้ง “ความปลอดภัย + การกันความร้อน” ในแผ่นเดียวกัน

จุดเด่น Laminated Safety Layer

1. ปลอดภัยเมื่อแตก (Safety First)

เมื่อกระจกแตก เศษกระจกจะ ไม่กระเด็น ออกมา เพราะถูกยึดติดแน่นกับ interlayer

ป้องกันการบาดเจ็บและการทะลุทะลวงได้ดีกว่ากระจกเทมเปอร์

2. ป้องกันเสียงและรังสี (Acoustic & UV Shielding)

ชั้น interlayer ช่วยดูดซับแรงสั่นสะเทือนของเสียงได้ดี (ลดเสียงรบกวน ~30–40%)

ป้องกันรังสี UV ได้มากกว่า 99%

3. เพิ่มความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง (Structural Integrity)

ถึงแม้จะแตก แต่โครงสร้างยังคงยึดติด ทำให้กระจกไม่หลุดร่วง

เหมาะกับงาน facade, skylight, และกระจกแนวตั้งที่มีความสูง

4. ทนต่อแรงกระแทกและการเจาะทะลุ (Impact Resistance)

ฟิล์ม interlayer มีแรงยึดสูง ทำให้ทนต่อการกระแทกจากลูกเหล็กหรือลูกบอลได้ดี

ผ่านมาตรฐาน EN 12600, ANSI Z97.1 และ ISO 12543

5. รองรับการผสมผสานกับเทคโนโลยีอื่น

สามารถเพิ่มคุณสมบัติอื่นได้ เช่น Nano Ceramic, Soundproof, Smart Glass, Low-E

เหมาะกับการใช้งานเชิงสถาปัตย์ที่ต้องการฟังก์ชันหลากหลายในแผ่นเดียว

lamkool laminated glass

Magnetic Sputtered Coating

Magnetic Sputtered Coating คือกระบวนการเคลือบฟิล์มโลหะหรือออกไซด์บางระดับนาโนเมตรบนผิวกระจกภายใน “ห้องสุญญากาศ (Vacuum Chamber)” โดยใช้ เทคนิคแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetron Sputtering) ในการเร่งอนุภาคโลหะให้พุ่งออกจากแผ่น Target แล้วไปเกาะบนพื้นผิวกระจกอย่างสม่ำเสมอในระดับนาโนเมตรผลลัพธ์คือได้ “ชั้นฟิล์มโลหะนาโน (Metallic Nano Layer)” ที่มีคุณสมบัติสะท้อนรังสีความร้อน (Infrared Reflective) และยังคงความใสสวยของกระจกไว้ได้

หลักการทำงานของเทคโนโลยี Sputtering

เตรียมกระจกในห้องสุญญากาศกำจัดฝุ่นและความชื้นบนผิวควบคุมอุณหภูมิและความดันอย่างแม่นยำ ยิงอนุภาคด้วยพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า กระแสไฟฟ้าแรงสูงทำให้อนุภาคของก๊าซอาร์กอนชนกับแผ่นโลหะ (Target เช่น Silver, Titanium, Zinc, Nickel, หรือ Oxide ต่าง ๆ) อนุภาคของโลหะจะ “กระเด็นออกมา” แล้วเกาะบนผิวกระจก สร้างชั้นเคลือบหลายระดับ (Multi-layer Nano Coating) แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกัน เช่น ชั้นสะท้อนรังสีอินฟราเรด ชั้นป้องกัน UV ชั้นเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน ชั้นป้องกันออกซิเดชันของโลหะ กระบวนการนี้สามารถควบคุมความหนาของแต่ละชั้นได้ละเอียดระดับ นาโนเมตร (1/1,000,000 มม.) ทำให้ปรับได้ทั้ง สี, การสะท้อน, การกันร้อน, และค่าการส่งผ่านแสง (VLT) ตามต้องการของสถาปนิก

lamkool magnetic sputtering process

แสงอาทิตย์และความร้อน

องค์ประกอบของแสงอาทิตย์และผลต่อความร้อน

แสงอาทิตย์ที่ส่องมายังพื้นโลกประกอบด้วยรังสีหลัก 3 ชนิด ซึ่งเป็นต้นเหตุของความร้อน ได้แก่

รังสีอินฟราเรด (Infrared: IR) ประมาณ 53% – มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เป็นแหล่งพลังงานความร้อนหลัก

รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet: UV) ประมาณ 3% – มองไม่เห็นเช่นกัน แต่ก่อให้เกิดผลเสียต่อผิวหนังและวัสดุ

แสงที่มองเห็นได้ (Visible Light) ประมาณ 44% – เป็นส่วนที่ให้ความสว่างแก่ดวงตา

พลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์เกิดจากการรวมกันของทั้งสามส่วนนี้ ไม่ใช่เพียงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนั้น หากกระจกสามารถกันรังสีอินฟราเรดได้ดีเพียงอย่างเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ทั้งหมด เพราะรังสีอินฟราเรดเป็นเพียงประมาณครึ่งหนึ่งของพลังงานแสงอาทิตย์เท่านั้น

ในทางกลับกัน กระจกที่มีค่าการลดแสงสว่าง (หรือทำให้ดูมืดมาก) ก็อาจไม่ได้กันความร้อนได้ดี หากไม่สามารถป้องกันรังสีอินฟราเรดได้มากพอ

ดังนั้น กระจกกันความร้อนที่ดีจริง ต้องสามารถลดพลังงานได้ทั้งจาก “แสงที่มองเห็น” และ “รังสีอินฟราเรด” พร้อมกัน เพื่อให้ประสิทธิภาพในการกันความร้อนสูงสุด

สมดุลระหว่างความโปร่งใสและการกันความร้อน

แต่ในความเป็นจริง การเลือกใช้กระจกสำหรับอาคารมักต้องคำนึงถึงทั้ง “ความโปร่งใส” และ “ประสิทธิภาพการกันความร้อน” หากต้องการให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้มาก กระจกที่ให้ความสว่างสูงและมีการสะท้อนต่ำ มักจะสามารถกันความร้อนรวมจากแสงแดดได้ประมาณ 50–60% โดยจะเน้นลดความร้อนจาก รังสีอินฟราเรด เป็นหลัก

รังสีความร้อนอินฟาเรด Infrared, IR

รังสีอินฟาเรดคืออะไร และมีผลต่อความร้อนในอาคารอย่างไร

รังสีอินฟาเรด (Infrared: IR) เป็นหนึ่งในคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่อยู่ในแสงอาทิตย์และสามารถผ่านมายังพื้นโลกได้โดยตรง รังสีชนิดนี้เป็นแหล่งพลังงานความร้อนหลัก คิดเป็นประมาณ 50% ของพลังงานทั้งหมดในแสงอาทิตย์

กระจกที่สามารถ ลดพลังงานจากรังสีอินฟาเรดได้มาก จึงมีแนวโน้มที่จะ ลดความร้อนรวมจากแสงแดดได้ดีกว่า เพราะสามารถลดส่วนที่เป็นพลังงานความร้อนโดยตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในทางกลับกัน กระจกที่มืดหรือทึบแสงมาก ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถ กันความร้อนได้ดีเสมอไป เนื่องจากกระจกบางชนิดอาจลดแสงสว่างได้มาก แต่กลับกันรังสีอินฟาเรดได้ต่ำ ทำให้ยังมีความร้อนเข้าสู่ภายในอาคารได้สูง

กระจกกันความร้อนที่ดี ต้องป้องกันได้ทั้งแสงสว่างและรังสีอินฟาเรด

คุณสมบัติของ กระจกกันความร้อนที่ดี ไม่ได้วัดจากความเข้มหรือความมืดของกระจกเท่านั้น แต่ต้องสามารถ ลดพลังงานได้ทั้งจากแสงที่มองเห็น (Visible Light) และ รังสีอินฟาเรด (Infrared) ซึ่งเป็นส่วนที่ให้ความร้อนโดยตรงกับผิวหนัง

กระจกที่สามารถลดรังสีอินฟาเรดได้มาก จะให้ความรู้สึก เย็นสบายกว่ากระจกทั่วไป เนื่องจากรังสีอินฟาเรดสามารถกระตุ้นความรู้สึกร้อนของผิวหนังโดยตรง ส่วนพลังงานจากแสงที่มองเห็นต้องผ่านกระบวนการแปรเปลี่ยนเป็นความร้อนอีกชั้นหนึ่ง

ความสมดุลระหว่าง “การกันความร้อน” และ “ความโปร่งใสของกระจก

ในทางปฏิบัติ หากต้องการให้แสงธรรมชาติเข้ามาภายในอาคารได้มาก กระจกที่มีความโปร่งใสสูงและแสงสะท้อนต่ำจะสามารถ กันความร้อนรวมจากแสงแดดได้ประมาณ 50–60% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการลดความร้อนจากรังสีอินฟาเรดเป็นหลัก

นี่คือ ข้อจำกัดของเทคโนโลยีในปัจจุบัน — เพราะกระจกที่ให้แสงส่องผ่านได้มากย่อมต้องมีความโปร่งใสสูง ส่งผลให้การป้องกันความร้อนรวมจากแสงอาทิตย์อาจไม่ถึงระดับสูงสุด แต่ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสำหรับ อาคารสำนักงานและที่อยู่อาศัยที่ต้องการความสว่างและความสบายตาในเวลาเดียวกัน

Lamkool Glass — สมดุลแห่งแสงธรรมชาติและเทคโนโลยีลดความร้อน

Lamkool Glass ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและประสิทธิภาพ ด้วย เทคโนโลยี Spectral Selective Filtering ที่ลดความร้อนระดับนาโน (Nano Heat Control Technology) ช่วยป้องกันรังสีอินฟาเรดและรังสี UV ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันก็ยังคงให้แสงธรรมชาติผ่านเข้าสู่ภายในอาคารได้ในระดับที่เหมาะสม

ผลลัพธ์คือกระจกที่ทั้ง กันความร้อน ประหยัดพลังงาน และคงความโปร่งใสสูงสุด เหมาะอย่างยิ่งสำหรับ กระจกอาคารยุคใหม่ ที่ต้องการทั้งประสิทธิภาพและความสวยงามในเวลาเดียวกัน