รู้จัก “กระจกไอจี” (IGU) กระจกฉนวนอากาศที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ในเมืองร้อน

skyscraper, architecture, city, facade, glass, perspective, cityscape, high

รู้จัก “กระจกไอจี” (IGU) กระจกฉนวนอากาศที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกใช้ในเมืองร้อน หลายท่านอาจเคยได้ยินชื่อ “กระจกไอจี” (IGU – Insulated Glass Unit) หรือกระจกฉนวนอากาศ ที่ขึ้นชื่อเรื่องการประหยัดพลังงาน แต่ทราบหรือไม่ว่าการนำกระจกชนิดนี้มาใช้ในเมืองไทย หากเลือกสเปกไม่ถูกวิธี แทนที่จะเย็นกลับอาจทำให้บ้านร้อนกว่าเดิมได้! กระจกไอจี (IGU) คืออะไร? กระจกไอจีผลิตจากการนำกระจก 2 แผ่นหรือมากกว่ามาประกบกัน โดยเว้นช่องว่างตรงกลางด้วย เส้นอลูมิเนียม (Spacer) ภายในบรรจุสารดูดความชื้นเพื่อป้องกันการเกิดฝ้า และซีลปิดขอบอย่างแน่นหนาด้วยกาวพิเศษ ช่องว่างตรงกลางมักบรรจุด้วยอากาศแห้งหรือก๊าซเฉื่อยเช่น อาร์กอน (Argon) เพื่อเป็นฉนวน คุณสมบัติที่ต้องพิจารณา ลดการถ่ายเทความร้อนจากอากาศ: กระจกไอจีทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่มาจากอุณหภูมิอากาศภายนอกได้ดีเยี่ยม (กักความเย็นในห้อง/กันความร้อนจากภายนอก) การกันฝ้า (Anti-Fog): ด้วยระบบดูดความชื้นและการซีลสุญญากาศ ทำให้ไม่เกิดฝ้าเกาะบนกระจกแม้ความร้อนภายในและภายนอกจะต่างกันมาก (เหมือนตู้แช่ในมินิมาร์ท) การลดเสียง: ป้องกันเสียงรบกวนได้ดีกว่ากระจกธรรมดาและกระจกลามิเนตเล็กน้อย ข้อควรระวังสำคัญ: กระจกไอจีที่ใช้กระจกใสธรรมดา “ไม่ช่วยลดความร้อนจากแสงแดด” แสงแดดจะยังคงพุ่งผ่านกระจกเข้ามาในอาคารได้ตามปกติ และด้วยคุณสมบัติที่เป็นฉนวน มันจะกักเก็บความร้อนนั้นไว้ในอาคาร (Greenhouse Effect) ทำให้ในเมืองไทยอาคารจะยิ่งร้อนอบอ้าว การเลือกใช้กระจกไอจีในเมืองร้อน (ไทย) เพื่อให้กระจกไอจีทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในบ้านเรา จำเป็นต้องใช้กระจกประเภท Low-E (Soft Coat) หรือกระจกสะท้อนความร้อนมาเป็นส่วนประกอบ เพื่อตัดความร้อนจากแสงแดดก่อนจะเข้าสู่อาคาร ซึ่งเรามักเรียกสเปกนี้ว่า “กระจกไอจีโลวอี” ควรเลือกกระจกไอจี หรือ กระจกลามิเนต? หากคุณกำลังลังเล ลองพิจารณาปัจจัยในตารางด้านล่าง: บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ หากอาคารของคุณไม่ใช่ “อาคารเขียว” (Green Building) ที่ต้องการสเปกประหยัดพลังงานระดับสูงสุด การเลือกใช้กระจกไอจีใสธรรมดาอาจเป็นการลงทุนที่ไม่คุ้มค่า เพราะงบประมาณส่วนใหญ่จะไปตกอยู่ที่ระบบเฟรมและการติดตั้ง สำหรับการใช้งานทั่วไปในเมืองไทย การเลือกใช้ กระจกนิรภัยลดความร้อน LAMKOOL ให้ความคุ้มค่ามากกว่า ทั้งในแง่ของราคา การป้องกันความร้อนจากแดด และความปลอดภัยครับ ปัจจัยเปรียบเทียบ กระจกไอจี (IGU) กระจกนิรภัยลดความร้อน (LAMKOOL) 📏ความหนา หนามาก (เริ่มที่ 18-24 มม.) บางกว่า (ประหยัดพื้นที่เฟรม) 🔧ระบบเฟรม ต้องใช้เฟรมเฉพาะทาง (ราคาสูง) ใช้เฟรมมาตรฐานทั่วไปได้ 🔇การกันเสียง ดีเยี่ยม ดีมาก 💰ความคุ้มค่า เหมาะกับอาคารประหยัดพลังงาน ระดับสูง คุ้มค่ากว่า สำหรับบ้านและอาคารทั่วไป

เปิดคัมภีร์วัสดุนาโนเซรามิก! เจาะลึก 5 สารประกอบลับที่ทำให้ฟิล์มกรองแสงเย็นสุดขั้ว

เปิดคัมภีร์วัสดุนาโนเซรามิก! เจาะลึก 5 สารประกอบลับที่ทำให้ฟิล์มกรองแสงเย็นสุดขั้ว เบื้องหลังความเย็นของฟิล์มเซรามิกเกรดพรีเมียม ไม่ได้เกิดจากเทคโนโลยีเดียว แต่เป็นการผสมผสานวัสดุนาโน (Nanomaterials) หลายชนิดที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัว วันนี้ ATSYS จะพาไปทำความรู้จักกับเหล่า “ฮีโร่” ที่ซ่อนอยู่ในเนื้อฟิล์ม ซึ่งเป็นตัวกำหนดว่าฟิล์มรุ่นนั้นจะกันความร้อนได้ดีแค่ไหนครับ 1. อินเดียมทินออกไซด์ (ITO): ราชาแห่งความใสและการกันความร้อน หากคุณต้องการฟิล์มบานหน้า (ความเข้ม 40% หรือแสงผ่าน >70%) ที่เย็นที่สุด ITO คือคำตอบ จุดเด่น: ให้ค่าแสงส่องผ่าน (VLT) สูงมากแต่กันความร้อนได้ดีเยี่ยม เป็นวัสดุชนิดเดียวกับที่ใช้เคลือบจอ LCD/Plasma เพื่อลดความร้อน สถานะ: ใช้ในฟิล์มระดับ Super Premium มีต้นทุนการผลิตสูง 2. นาโนทิวบ์คาร์ไบด์ -99 (Carbide-99): เพื่อนแท้ของช่างติดตั้ง จุดเด่น: บล็อกรังสีอินฟราเรดได้ดีในช่วงคลื่น 900-1200 nm และมีคุณสมบัติพิเศษคือ “หดตัวง่ายเมื่อโดนความร้อน” * การใช้งาน: เหมาะอย่างยิ่งสำหรับกระจกบังลมหน้ารถยนต์ที่มีความโค้งมนสูง เพราะช่วยให้ช่างเป่าฟิล์มขึ้นรูปได้ง่ายและแนบสนิท 3. แอนติโมนีทินออกไซด์ (ATO): ความคุ้มค่าที่แพร่หลาย จุดเด่น: เป็นวัสดุที่ผู้ผลิตชาวญี่ปุ่นพัฒนาจนสามารถผลิตจำนวนมากได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า ITO และ TiN สถานะ: เป็นเซรามิกพื้นฐานที่ใช้กันมากที่สุดในปัจจุบัน ให้ประสิทธิภาพการกันความร้อนที่น่าพึงพอใจในราคาที่เข้าถึงง่าย 4. ไทเทเนียมไนไตรด์ (TiN): ต้นตำรับฟิล์มเซรามิกยุคแรก จุดเด่น: เป็นฟิล์มเซรามิกชนิดแรกของโลกที่ผลิตผ่านกระบวนการสปัตเตอร์ (Sputtering) ให้สีสันที่สวยงามและไม่สะท้อนแสง สถานะ: ปัจจุบันมีการใช้งานจำกัดเนื่องจากต้นทุนสูงและมีวัสดุรุ่นใหม่ที่ประสิทธิภาพดีกว่าเข้ามาแทนที่ 5. Advanced Borides: นวัตกรรมแห่งอนาคต จุดเด่น: คาดการณ์ว่าเป็นวัสดุรุ่นต่อไปที่จะขยายสเปกตรัมการป้องกันความร้อนได้กว้างกว่าเดิม และผลทดสอบในห้องแล็บพบว่า มีความทนทานยาวนานที่สุด เมื่อเทียบกับสารทุกชนิด สรุปข้อดีของฟิล์มที่ผลิตจากวัสดุนาโนเซรามิกแท้ ทัศนวิสัยดีเยี่ยม: ใสเคลียร์ ไม่ซีดจาง แม้ผ่านไปนานกว่า 10 ปี Signal Friendly: ไม่รบกวนสัญญาณ GPS, Easy Pass หรืออุปกรณ์สื่อสาร Low Reflectance: ค่าแสงสะท้อนต่ำ ไม่รบกวนเพื่อนร่วมทาง Easy Installation: ติดตั้งง่าย หดตัวได้ดีตามส่วนโค้งของกระจก ชนิดวัสดุ ความสว่าง (VLT) การลดความร้อน ราคา จุดเด่น Advanced Borides สูง ดีมาก สูง ทนทานที่สุดในอนาคต Carbide-99 สูง ดีมาก สูง ขึ้นรูปความร้อนง่ายมาก Indium Tin Oxide (ITO) สูงมาก ดีมาก สูง ใสและเย็นที่สุด Antimony Tin Oxide (ATO) ปานกลาง ดี ต่ำ คุ้มค่า ราคาประหยัด ฟิล์มโลหะหลายชั้น ปานกลาง-สูง สูงมาก สูง กันร้อนดีแต่รบกวนสัญญาณ ฟิล์มโลหะอลูมิเนียม มืด-ปานกลาง ต่ำ ต่ำ ราคาถูกแต่ร้อนและเงาสูง

มิเตอร์วัดฟิล์มพกพาเชื่อถือได้แค่ไหน? ทำไมค่า IRR สูงแต่ยังร้อน? เจาะลึกความจริงที่มิเตอร์พกพาบอกไม่หมด

มิเตอร์วัดฟิล์มพกพาเชื่อถือได้แค่ไหน? ทำไมค่า IRR สูงแต่ยังร้อน? เจาะลึกความจริงที่มิเตอร์พกพาบอกไม่หมด หลายคนเวลาเลือกซื้อฟิล์ม มักจะเชื่อใจตัวเลขจาก “เครื่องวัดฟิล์มพกพา” (Portable Tint Meter) ที่ช่างนำมาทดสอบให้ดู แต่ทราบหรือไม่ว่าตัวเลขเหล่านั้นอาจเป็นเพียง “ส่วนเสี้ยว” ของความจริง และไม่สามารถนำมาใช้คำนวณค่าการลดความร้อนรวม (TSER) ที่ถูกต้องได้ 100% วันนี้ ATSYS จะมาเผยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมเราถึงต้องดูมากกว่าแค่ตัวเลขจากมิเตอร์เครื่องเล็กๆ ครับ 1. มิเตอร์พกพา vs Spectrophotometer ต่างกันอย่างไร? ในอุตสาหกรรมกระจกและฟิล์มระดับสากล การวัดค่าที่แม่นยำต้องใช้เครื่องมือขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Spectrophotometer Portable Tint Meter (ราคาหลักพัน): สะดวก รวดเร็ว วัดได้ประมาณ 3 ค่า (VLT, UVR, IRR) แต่จะสุ่มวัดเพียง “บางจุด” ของความยาวคลื่นเท่านั้น เช่น วัดค่าอินฟราเรดแค่ที่จุด 940 nm หรือ 1400 nm Spectrophotometer (ราคาหลักล้าน): เป็นเครื่องมาตรฐานในห้องแล็บ สามารถสแกนวัดค่าได้ทุกๆ จุด ตั้งแต่ความยาวคลื่น 280-2500 nm ทำให้เห็นภาพรวมของพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมด และนำไปคำนวณค่า SHGC หรือค่ากันความร้อนรวมได้อย่างแม่นยำ 2. กับดัก “ตัวเลขจุดเดียว” ของมิเตอร์พกพา ทำไมการวัดแค่จุดเดียวถึงเชื่อถือไม่ได้? ลองดูตัวอย่างเปรียบเทียบฟิล์ม 3 รุ่นจากกราฟการวัดจริง (Solar Spectral Graph) ดังค่าในตาราง   จุดวัดความยาวคลื่น (nm) ฟิล์ม A ฟิล์ม B ECOBLUE MAX วัดที่ 940 nm ลดได้ 55% ลดได้ 70% ลดได้ 95% วัดที่ 1400 nm ลดได้ 90% ลดได้ 45% ลดได้ 95% ค่าเฉลี่ย 2 จุด 73% 56% 95%   วิเคราะห์ผล: หากช่างใช้มิเตอร์ที่วัดแค่ 940 nm คุณจะคิดว่าฟิล์ม B ดีกว่าฟิล์ม A แต่ถ้าเปลี่ยนไปวัดที่ 1400 nm ฟิล์ม A กลับกันร้อนได้ดีกว่าฟิล์ม B อย่างมหาศาล ในขณะที่ ECOBLUE MAX ให้ค่าที่เสถียรและสูงตลอดทุกช่วงคลื่น นี่คือเหตุผลที่ฟิล์มเกรดพรีเมียมเย็นกว่าอย่างชัดเจน 3. วิธีใช้มิเตอร์พกพาให้ได้ค่าที่ “ใกล้เคียงความจริง” ที่สุด หากคุณจำเป็นต้องใช้มิเตอร์พกพาในการตัดสินใจ ATSYS แนะนำเทคนิคดังนี้: ต้องวัดอย่างน้อย 2 จุด: เลือกเครื่องที่วัดได้ทั้ง 940 nm และ 1400 nm สังเกตแนวโน้ม: ฟิล์มที่มีประสิทธิภาพดี ค่าการลดอินฟราเรดที่ 1400 nm ควรจะสูงใกล้เคียงหรือมากกว่าจุด 940 nm เพื่อให้มั่นใจว่าฟิล์มสามารถบล็อกความร้อนช่วงคลื่นยาวได้จริง ทำไมไม่ดูที่ 2000 nm?: เพราะรังสีอินฟราเรดในช่วงที่เกิน 2000 nm ขึ้นไป มีสัดส่วนพลังงานในแสงอาทิตย์น้อยมาก การพิจารณาช่วง 900-1400 nm จึงเพียงพอต่อการดูประสิทธิภาพ “ความรู้สึกเย็น” แล้วครับ บทสรุป ตัวเลขจากมิเตอร์พกพาเป็นเพียงไกด์ไลน์เบื้องต้นเท่านั้น ฟิล์มที่ดีจริงต้องมีกราฟการกันความร้อนที่เสถียรตลอดช่วงคลื่น เหมือนกับ ECOBLUE MAX ที่ผ่านการทดสอบด้วยเครื่อง Spectrophotometer มาตรฐานสากล เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าความเย็นที่คุณได้รับ คือความเย็นที่แท้จริง

ทำไมติดฟิล์มแล้วฟิล์มเป็นสีรุ้ง? รู้จัก Rainbow Effect และวิธีแก้ไขที่ได้ผลจริง

ทำไมติดฟิล์มแล้วเป็นสีรุ้ง? รู้จัก Rainbow Effect และวิธีแก้ไขที่ได้ผลจริง คุณเคยสังเกตไหมครับ? หลังจากติดฟิล์มกรองแสงไปแล้ว ในบางมุมมองหรือบางช่วงเวลาที่มีแสงน้อย เราจะเห็นเหลือบสีรุ้งปรากฏขึ้นบนกระจก ปรากฏการณ์นี้ทางเทคนิคเรียกว่า “Rainbow Effect” ซึ่งมักสร้างความกังวลให้กับเจ้าของบ้านและเจ้าของรถว่าฟิล์มที่ติดไปนั้นมีคุณภาพต่ำหรือไม่ วันนี้ ATSYS จะมาไขข้อสงสัยนี้ครับ Rainbow Effect คืออะไร? และเกิดขึ้นได้อย่างไร? Rainbow Effect หรืออาการฟิล์มขึ้นสีรุ้ง เกิดจากการที่แสงเดินทางผ่านชั้นฟิล์มบางๆ หลายชั้นที่มีความหนาและใช้วัสดุต่างชนิดกัน (Thin-film Interference) โดยปกติแล้วฟิล์มกรองแสงหนึ่งแผ่นจะประกอบด้วยชั้นวัสดุหลายชั้น เช่น ชั้นกาว, ชั้นโพลีเมอร์, ชั้นโลหะ (ในฟิล์มบางรุ่น) และชั้นเคลือบกันรอย (Scratch Resistant) เมื่อแสงส่องผ่านชั้นเหล่านี้ด้วยมุมที่ต่างกัน จะเกิดการหักเหและแทรกสอดของแสงจนเห็นเป็นแถบสีรุ้งคล้ายกับคราบน้ำมันบนผิวน้ำนั่นเอง ปัจจัยที่ทำให้เห็นสีรุ้งชัดเจนขึ้น การเกิดสีรุ้งเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตฟิล์มกรองแสงแทบจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ 100% แต่อาจจะเห็นชัดหรือจางลงขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้: ชนิดของสารที่เคลือบ: ฟิล์มที่มีส่วนประกอบของโลหะมักจะเกิดอาการนี้ได้ง่ายกว่าฟิล์มเซรามิกแท้ ความเข้มของฟิล์ม: ยิ่งฟิล์มมีความเข้มมาก (เปอร์เซ็นต์ฟิล์มสูง) จะยิ่งทำให้เห็นแสงสะท้อนภายในและสีรุ้งได้เด่นชัดขึ้น แหล่งกำเนิดแสง: ชนิดของหลอดไฟภายในอาคารมีส่วนสำคัญมาก โดยเฉพาะหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบเก่ามักจะกระตุ้นให้เห็นสีรุ้งได้ชัดกว่าแสงธรรมชาติ มุมมองและอุปกรณ์เสริม: การมองผ่านกระจกในมุมเฉียง หรือการใส่แว่นตา Polarized จะทำให้เห็น Rainbow Effect ชัดเจนขึ้นอย่างมาก วิธีแก้ไขและป้องกันเบื้องต้น หากคุณกังวลเรื่องการเกิดสีรุ้งบนกระจก ATSYS มีคำแนะนำดังนี้ครับ: ทดลองติดแผ่นตัวอย่าง: หากต้องการฟิล์มที่มีความเข้มสูง ควรขอติดแผ่นตัวอย่างขนาดใหญ่พอสมควรเพื่อดูการเกิดสีรุ้งในสภาวะแสงจริง ปรับเปลี่ยนระบบไฟภายใน: วิธีที่ได้ผลมากที่สุดคือการเปลี่ยนไปใช้ หลอดไฟ LED ที่มีคลื่นแสงใกล้เคียงกับแสงอาทิตย์ (Full Spectrum) จะช่วยลดริ้วรุ้งให้จางลงจนแทบสังเกตไม่เห็น เลือกฟิล์มคุณภาพสูง: ฟิล์มกรองแสงรุ่นพรีเมียมอย่าง ECOBLUE มีเทคโนโลยีการเคลือบชั้นกันรอยที่ละเอียดและสม่ำเสมอ ช่วยลดการเกิด Rainbow Effect ให้เหลือน้อยที่สุดเพื่อทัศนวิสัยที่ดีเยี่ยม

ไขข้อสงสัย! “ค่าการลดรังสีอินฟราเรด” (IRR) ต่างจาก “ค่าลดความร้อนรวม” (TSER) อย่างไร?

ไขข้อสงสัย! “ค่าลดรังสีอินฟราเรด” (IRR) ต่างจาก “ค่าลดความร้อนรวม” (TSER) อย่างไร? เวลาเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง เรามักจะเห็นตัวเลข % Infrared Rejection (IRR) หรือค่าการลดรังสีอินฟราเรดถูกยกมาโฆษณาเป็นอันดับต้นๆ จนหลายคนเข้าใจผิดว่านั่นคือค่าการกันความร้อนทั้งหมดของฟิล์ม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองค่านี้มีความหมายและผลลัพธ์ต่อ “ความรู้สึก” และ “การประหยัดพลังงาน” ที่ต่างกันครับ ทำไมเราถึงรู้สึก “เย็นวูบ” เมื่อติดฟิล์มที่มีค่า IRR สูง? ความรู้สึกร้อนหรือเย็นของมนุษย์ไม่ได้วัดด้วยตัวเลขเหมือนเทอร์โมมิเตอร์ แต่มาจาก ระบบประสาทสัมผัสที่ผิวหนัง โดยรังสีอินฟราเรด (Infrared) ในแสงอาทิตย์เป็นตัวกระตุ้นหลักที่ทำให้เรารู้สึก “แสบผิว” หรือร้อนทันทีที่โดนแดด เมื่อฟิล์มเซรามิคอย่าง ECOBLUE สามารถตัดรังสีอินฟราเรดได้มากกว่า 90-95% ระบบประสาทจะส่งสัญญาณไปยังสมองทันทีว่า “เย็นลง” นี่คือเหตุผลที่ฟิล์มที่มีค่า IRR สูงช่วยให้เรารู้สึกสบายตัวขึ้นได้อย่างรวดเร็ว เจาะลึกวิธีการวัดค่า IRR: ทำไมต้องดูมากกว่า 1 ค่า? รังสีอินฟราเรดไม่ได้มีเพียงค่าเดียว แต่เป็นกลุ่มคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นตั้งแต่ 780 – 2,500 นาโนเมตร (nm) การที่ฟิล์มบางยี่ห้อระบุค่า IRR เพียงค่าเดียว (เช่น 99%) มักเป็นการเลือกวัด ณ จุดที่ฟิล์มทำได้ดีที่สุดเพียงจุดเดียวเท่านั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าควรพิจารณาค่า IRR อย่างน้อย 2 จุดสำคัญ คือ: ที่ความยาวคลื่น 900 nm: จุดเริ่มต้นของรังสีความร้อน ที่ความยาวคลื่น 1,400 nm: จุดที่ส่งผลต่อความรู้สึกร้อนสะสมอย่างมาก สูตรลับฟิล์มเย็น: ฟิล์มที่ติดแล้วรู้สึกเย็นจริง ควรมีค่า IRR ที่ 1,400 nm สูงกว่า ที่ 900 nm เพราะฟิล์มทั่วไป (หรือกระจกเขียวตัดแสง) มักจะกันความร้อนที่คลื่นสั้นได้ดี แต่จะปล่อยให้คลื่นยาว (1,400 nm ขึ้นไป) ผ่านเข้ามาได้มาก ค่าลดรังสีอินฟราเรด (IRR) vs ค่าลดความร้อนรวม (TSER) เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาดูความต่างของ 2 ค่านี้นะครับ: Infrared Rejection (IRR): วัดเฉพาะความสามารถในการตัดรังสีอินฟราเรด ส่งผลโดยตรงต่อ “ความรู้สึกเย็นสบายผิว” ณ ขณะที่โดนแดด Total Solar Energy Rejected (TSER): คือค่าการกันความร้อนรวมทั้งหมด (รังสี UV + แสงสว่าง + อินฟราเรด) เป็นค่าทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้คำนวณ “การประหยัดพลังงาน” และอุณหภูมิโดยรวมภายในห้องหรือรถยนต์ สรุปสั้นๆ: * ฟิล์มที่ตัด IRR ได้มากกว่า = รู้สึกเย็นกว่า ฟิล์มที่ค่า TSER สูงกว่า = ห้อง/รถ ร้อนช้าลงและประหยัดไฟกว่า ทำไมต้องฟิล์มเซรามิค ECOBLUE? ที่ ECOBLUE เราใช้เครื่องมือวัดระดับอุตสาหกรรมที่เรียกว่า Spectrophotometer ซึ่งสามารถวัดค่าได้ละเอียดทุกๆ 0.5 นาโนเมตร ทำให้เราเห็นกราฟช่วงคลื่น (Solar Spectral Graph) ทั้งหมดอย่างแม่นยำ ผลทดสอบฟิล์ม ECOBLUE: ลดรังสีอินฟราเรดที่ 900 nm ได้ 90% ลดรังสีอินฟราเรดที่ 1,400 nm ได้มากกว่า 95% นี่คือเหตุผลที่ลูกค้าส่วนใหญ่ยืนยันว่า ติดฟิล์ม ECOBLUE แล้วรู้สึกเย็นทันทีและสบายตากว่าฟิล์มทั่วไปในท้องตลาด  

กระจกใสเหมือนใหม่! วิธีขจัดคราบกระจกห้องน้ำด้วย “สูตรลับในครัว” ที่คุณทำเองได้

กระจกใสเหมือนใหม่! วิธีขจัดคราบน้ำห้องอาบน้ำด้วย “สูตรลับในครัว” ที่คุณทำเองได้ เบื่อไหมครับ? กับคราบสบู่และคราบน้ำบนกระจกห้องอาบน้ำที่ขัดเท่าไหร่ก็ไม่ออก จนทำให้ห้องน้ำดูหมองและไม่สะอาดตา วันนี้ ATSYS มีเคล็ดลับการทำความสะอาดกระจกให้กลับมาใสปิ๊งด้วยอุปกรณ์ง่ายๆ ในห้องครัวมาฝากกันครับ เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมกระบอกฉีดน้ำ (แบบพ่นฝอย) น้ำส้มสายชู (พระเอกในการละลายคราบหินปูน) เบกกิ้งโซดา (ผงฟู) ฟองน้ำ (แนะนำแบบที่มีใยขัดนุ่ม) น้ำยาเช็ดกระจกและผ้าไมโครไฟเบอร์ 5 ขั้นตอนขจัดคราบกระจกห้องน้ำให้ใสเคลียร์ฉีดน้ำให้ชุ่ม: เริ่มต้นด้วยการฉีดน้ำสะอาดให้ทั่วแผ่นกระจกเพื่อเปิดทางให้สารทำความสะอาดทำงานได้ดีขึ้น พ่นน้ำส้มสายชู: สเปรย์น้ำส้มสายชูให้ทั่วบริเวณที่มีคราบน้ำเกาะ ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที (หากคราบหนามากอาจทิ้งไว้นานกว่านั้น) เพื่อให้น้ำส้มสายชูเข้าไปสลายคราบน้ำกระด้างและสบู่ ขัดด้วยเบกกิ้งโซดา: นำฟองน้ำเปียกหมาดๆ ชุบเบกกิ้งโซดาแล้วนำไปขัดเบาๆ บนกระจก ปฏิกิริยาระหว่างน้ำส้มสายชูกับเบกกิ้งโซดาจะช่วยดึงคราบสกปรกที่ฝังแน่นให้หลุดออกอย่างง่ายดาย ล้างออกด้วยน้ำสะอาด: เมื่อคราบเริ่มหลุดออกจนกระจกดูสะอาดแล้ว ให้ล้างด้วยน้ำเปล่าให้หมดจด เช็ดให้แห้งและเก็บงาน: ใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์เช็ดให้แห้งสนิท จากนั้นใช้น้ำยาเช็ดกระจกเช็ดซ้ำอีกครั้งเพื่อความเงางามและป้องกันการเกิดคราบใหม่ เคล็ดลับหน้าใส: ป้องกันคราบดีกว่าตามแก้วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้กระจกห้องน้ำสะอาดตลอดเวลาคือ “อย่าปล่อยให้คราบน้ำแห้งเอง” > ATSYS แนะนำ: ควรมี “ที่รีดน้ำกระจก” (Squeegee) ติดห้องน้ำไว้เสมอ หลังอาบน้ำเสร็จให้รีดน้ำออกจากกระจกทุกครั้ง เพียงเท่านี้คุณก็ไม่ต้องออกแรงขัดหนักๆ อีกต่อไปครับ

ฟิล์ม IR vs ฟิล์มนาโนเซรามิก ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกความลับที่ทำให้ฟิล์ม ECOBLUE เย็นกว่า!

ฟิล์ม IR vs ฟิล์มนาโนเซรามิก ต่างกันอย่างไร? เจาะลึกความลับที่ทำให้ฟิล์ม ECOBLUE เย็นกว่า! ในการเลือกฟิล์มกรองแสง หลายคนอาจสับสนระหว่าง “ฟิล์ม IR” ที่เน้นราคาประหยัดกับ “ฟิล์มนาโนเซรามิก” ที่กำลังเป็นที่นิยม แม้ทั้งสองชนิดจะโฆษณาว่ากันรังสีอินฟราเรด (IR) ได้เหมือนกัน แต่ในเชิงลึกนั้นมีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานที่ต่างกันอย่างมหาศาล วันนี้ ATSYS จะมาแบไต๋ความต่างของเทคโนโลยีฟิล์มทั้ง 2 ชนิดนี้ครับ 1. ฟิล์ม IR (Infrared Absorbing Film) – เน้นประหยัด ใช้งานระยะสั้นฟิล์มประเภทนี้ใช้อนุภาคดูดซับรังสีความร้อน (เช่น สารเคมีหรือเม็ดสี) ผสมลงในชั้นพลาสติก PET หรือชั้นกาว ข้อดี: ราคาถูก เข้าถึงง่าย ข้อจำกัด: * กันความร้อนได้บางช่วง: ไม่สามารถบล็อกรังสีอินฟราเรดได้ครบทุกช่วงคลื่น (มักกันได้เพียง 50-80%) เสื่อมสภาพไว: สารเคมีที่ใช้ดูดซับความร้อนจะสลายตัวตามเวลา ทำให้ฟิล์มซีดจางและกันร้อนได้น้อยลงเรื่อยๆ 2. ฟิล์มนาโนเซรามิก (Nano Ceramic Film) – เทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อความเย็นที่ยั่งยืนผลิตจากวัสดุโพลีเมอร์ PET โปร่งใส เคลือบด้วย “อนุภาคนาโนอนินทรีย์” ของสารประกอบโลหะออกไซด์หลายชนิด เช่น แอนติโมนีทินออกไซด์ หรือแลนทานัมโบไรด์ ประสิทธิภาพสูงสุด: ฟิล์มเซรามิกเกรดพรีเมียมจะผสมอนุภาคหลายชนิดเพื่อให้บล็อกรังสี IR ได้ครบทุกช่วงคลื่น (สูงสุดถึง 97%) ความใสเคลียร์: ด้วยอนุภาคขนาดจิ๋วที่เล็กกว่า 100 นาโนเมตร ทำให้ฟิล์มมีความใสชัดเจน ไม่หลอกตา เหมาะทั้งงานอาคารและรถยนต์ อายุการใช้งาน: ทนทานกว่า ไม่ซีดจางง่าย เพราะเป็นการใช้สารอนินทรีย์ที่ไม่สลายตัวด้วยแสงแดด ทำไมต้องเลือกฟิล์มเซรามิก ECOBLUE?ฟิล์มเซรามิกอีโค่บลู (ECOBLUE) คือฟิล์มนาโนเซรามิกแท้เกรดพรีเมียม ที่คัดสรรอนุภาคเซรามิกหลายชนิดมาผสมผสานกันอย่างลงตัว: กันรังสีอินฟราเรดสูงถึง 90-97%: ครอบคลุมทุกช่วงคลื่นความร้อน ทัศนวิสัยดีเยี่ยม: ขับขี่สบายตาด้วยเทคโนโลยีการกระจายตัวของอนุภาคนาโน คุ้มค่าในระยะยาว: วางใจได้ในประสิทธิภาพการลดความร้อนที่ไม่ลดลงตามกาลเวลา

เจาะลึกความหมาย! ค่าสเปกฟิล์มกรองแสงและกระจกประหยัดพลังงาน อ่านอย่างไรให้เป็นกูรู?

เจาะลึกความหมาย! ค่าสเปกฟิล์มและกระจกประหยัดพลังงาน อ่านอย่างไรให้เป็นกูรู? เคยสงสัยไหมครับว่า ตัวเลขบนแผ่นพับฟิล์มกรองแสงหรือสเปกกระจกอาคารที่มีทั้ง VLT, SHGC, TSER หมายถึงอะไรกันแน่? การเลือกฟิล์มหรือกระจกโดยดูเพียง “ความมืด” อาจทำให้คุณพลาดประสิทธิภาพการกันความร้อนที่แท้จริงไป วันนี้ ATSYS จะมาชำแหละทุกค่าสเปกให้เข้าใจง่าย เพื่อให้คุณเปรียบเทียบความคุ้มค่าได้อย่างแม่นยำครับ 1. ค่าที่บอกความสว่างและเงาสะท้อน (Visible Light)VLT (Visible Light Transmittance) – ค่าแสงสว่างส่องผ่าน: บอกว่าแสงสว่างผ่านได้กี่เปอร์เซ็นต์ ค่ายิ่งมาก ฟิล์มยิ่งใส (หมายเหตุ: ไม่ใช่ค่า 40% 60% 80% ที่เรียกกันติดปาก เพราะนั่นคือการประมาณความมืด) VLR (Visible Light Reflectance) – ค่าแสงสะท้อน: บอกความเงาของผิว ค่ายิ่งมาก ยิ่งเงาเหมือนกระจก ฟิล์มเซรามิกคุณภาพสูงจะมีค่านี้ต่ำกว่า 10% ช่วยให้มองเห็นได้สบายตาและไม่สะท้อนรบกวนคนรอบข้าง 2. กลไกการเดินทางของพลังงานแสงอาทิตย์ (Total Solar)เมื่อแสงอาทิตย์ส่องมากระทบกระจก พลังงานจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามหลักการสะท้อน, ผ่าน และดูดซับ: TST (Total Solar Transmittance): พลังงานที่พุ่งผ่านกระจกเข้ามาตรงๆ TSR (Total Solar Reflectance): พลังงานที่ถูกสะท้อนกลับออกไปด้านนอก TSA (Total Solar Absorption): พลังงานที่กระจกดูดซับเอาไว้ (ซึ่งกระจกจะคายความร้อนออกมาอีกครั้งทั้งสองด้าน) 3. ค่าประสิทธิภาพการกันความร้อน (Heat Gain & Rejection)SHGC (Solar Heat Gain Coefficient): ค่าความร้อนรวมที่ผ่านกระจกเข้ามาจริง (ทั้งผ่านโดยตรงและคายออกมา) ค่ายิ่งต่ำ ยิ่งดีต่อเมืองร้อน เพราะหมายถึงความร้อนเข้าบ้านน้อย TSER (Total Solar Energy Rejected) – ค่าการลดความร้อนรวม: นี่คือ “พระเอก” ของสเปกฟิล์ม เพราะคือผลรวมของความร้อนที่สะท้อนออก + ความร้อนที่คายออกไปด้านนอก ค่ายิ่งสูง ยิ่งกันร้อนได้ดี (TSER ≈ 1 – SHGC) 4. ไขข้อข้องใจเรื่อง IRR และ U-ValueIRR (Infrared Rejection) – ค่าลดรังสีอินฟราเรด: มักใช้ระบุความรู้สึก “เย็น” เพราะผิวหนังคนเราไวต่อรังสีนี้ โดยเฉพาะช่วง 900-1400 nm ข้อควรระวัง: ค่า IRR สูง ไม่ได้หมายความว่ากันความร้อน (TSER) ดีกว่าเสมอไป ต้องดูองค์ประกอบอื่นร่วมด้วย U-Value (U-Factor): ค่าการนำความร้อนผ่านเนื้อวัสดุหรือ “ค่าความเป็นฉนวน” สำหรับเมืองร้อนอย่างไทย เราจะให้ความสำคัญกับค่า SHGC มากกว่าค่า U-Value เพราะการทำค่า U ให้ต่ำมากมีต้นทุนสูงและเห็นผลต่างน้อยกว่าในสภาพอากาศแดดจัด บทสรุปการเลือกซื้อจาก ATSYSสำหรับการเลือกฟิล์มหรือกระจกในประเทศไทย ให้คุณเน้นพิจารณาที่ค่า TSER (สูงยิ่งดี) และ SHGC (ต่ำยิ่งดี) เป็นหลัก ควบคู่ไปกับค่า VLT ที่เหมาะกับระดับสายตาของคุณ เพียงเท่านี้คุณก็จะได้กระจกที่กันร้อนได้จริงและคุ้มค่าที่สุดครับ

ติดฟิล์มกรองแสงเซรามิกแล้ว “รีโมตพัง” จริงไหม? ทำไม Easy Pass ผ่านได้แต่รีโมตประตูรั้วกดไม่ติด?

ติดฟิล์มเซรามิกแล้ว “รีโมตพัง” จริงไหม? ทำไม Easy Pass ผ่านได้แต่รีโมตประตูรั้วกดไม่ติด? ปัจจุบัน ฟิล์มกรองแสงเซรามิก เป็นที่นิยมอย่างมากทั้งในรถยนต์และอาคาร เพราะกันความร้อนได้สูงโดยไม่มืดทึบ แต่คำถามที่พบบ่อยคือ “ทำไมติดฟิล์มแล้วสัญญาณรีโมตอ่อนลง?” ในขณะที่ระบบ Easy Pass กลับยังใช้งานได้ลื่นไหล วันนี้ ATSYS มีคำตอบเชิงเทคนิคและวิธีแก้ไขมาฝากครับ ทำความรู้จักคุณสมบัติของฟิล์มเซรามิกฟิล์มเซรามิกผลิตจากอนุภาคนาโนเซรามิกที่มีความสามารถในการเลือกกรองคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า: ข้อดี: ป้องกันรังสีอินฟราเรด (IR) และรังสี UV ได้ดีเยี่ยม ไม่สะท้อนแสงรบกวนผู้อื่น ข้อจำกัด: โครงสร้างของนาโนเซรามิกในบางรุ่นอาจส่งผลต่อการ ลดทอนสัญญาณ (Signal Attenuation) ของคลื่นวิทยุ (RF) บางช่วงความถี่ ทำไมรีโมตประตูรั้วถึงได้รับผลกระทบ?หลายคนเจอปัญหากดรีโมตหน้าบ้านไม่ติด หรือต้องยื่นมือออกนอกหน้าต่างรถ สาเหตุเกิดจาก: คลื่นความถี่ต่ำ: รีโมตประตูรั้วส่วนใหญ่ใช้คลื่นความถี่ต่ำกว่า 433 MHz ซึ่งมีพลังงานในการทะลุผ่านวัสดุได้น้อย เมื่อเจอชั้นฟิล์มที่มีความหนาแน่นสูง สัญญาณจึงถูกดูดซับหรือสะท้อนออกไป การลดทอนสัญญาณ: หากฟิล์มเซรามิกที่เลือกใช้มีคุณภาพต่ำหรือมีส่วนผสมของโลหะ (Metalized) ปนอยู่ จะยิ่งทำให้ระยะการสื่อสารลดลงอย่างมาก ไขสงสัย: ทำไม Easy Pass ถึงใช้งานได้ปกติผ่านฟิล์มเซรามิก?แม้จะเป็นสัญญาณไร้สายเหมือนกัน แต่ Easy Pass กลับไม่มีปัญหา เพราะ: ใช้คลื่นความถี่สูง (UHF): ระบบ Easy Pass ในไทยใช้คลื่นช่วง 920-925 MHz ซึ่งมีอำนาจการทะลุผ่านวัสดุได้ดีกว่าคลื่นรีโมต กำลังส่งสัญญาณสูง: ทั้งตัวส่งในรถและตัวรับที่ด่านมีประสิทธิภาพการรับ-ส่งสูงกว่าอุปกรณ์รีโมตบ้านทั่วไป เทคโนโลยีฟิล์มรุ่นใหม่: ฟิล์มเซรามิกเกรดพรีเมียมถูกออกแบบมาให้เป็นมิตรกับคลื่น UHF โดยเฉพาะ 3 วิธีแก้ปัญหาสัญญาณอ่อนสำหรับผู้ใช้ฟิล์มเซรามิกหากคุณกำลังประสบปัญหานี้ หรือกำลังจะติดฟิล์มใหม่ ควรพิจารณาดังนี้: เลือกฟิล์มที่เป็นมิตรกับสัญญาณ (Signal Friendly): เลือกใช้ฟิล์มเซรามิกแท้ที่การันตีว่าไม่รบกวนสัญญาณ RF, GPS และ Easy Pass ปรับตำแหน่งอุปกรณ์: ลองย้ายตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์ในรถ หรือเว้นช่องว่างเล็กๆ บนกระจก (หน้าต่างจิ๋ว) บริเวณหลังกระจกมองหลังเพื่อเป็นทางผ่านของคลื่น ใช้ตัวขยายสัญญาณ (Signal Booster): สำหรับบ้านที่สัญญาณรีโมตอ่อน การติดตัวรับสัญญาณภายนอกบ้านจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด บทสรุปการเลือก ฟิล์มกรองแสงเซรามิก ที่ดี ต้องให้มากกว่าความเย็น คือต้องไม่รบกวนการสื่อสารในชีวิตประจำวัน ก่อนติดตั้งควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้มั่นใจว่าฟิล์มรุ่นนั้นๆ รองรับอุปกรณ์ไร้สายทุกประเภทที่คุณใช้งานอยู่ครับ