เจาะลึกกระจกลามิเนต! เปรียบเทียบ 3 วัสดุคั่นกลาง PVB vs EVA vs SGP เลือกอย่างไรให้เหมาะกับงาน?
เจาะลึกกระจกลามิเนต! เปรียบเทียบ 3 วัสดุคั่นกลาง PVB vs EVA vs SGP เลือกอย่างไรให้เหมาะกับงาน? กระจกลามิเนต (Laminated Glass) คือการนำกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปมาประกบกัน โดยมีวัสดุโพลีเมอร์ (Interlayer) คั่นกลาง ทำหน้าที่ยึดเกาะไม่ให้เศษกระจกหลุดร่วงเมื่อแตก จึงถูกจัดเป็นกระจกนิรภัยที่ได้รับความนิยมสูงสุด แต่ทราบหรือไม่ว่าวัสดุที่ใช้ “คั่นกลาง” นั้นมีหลายชนิดและมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 1. PVB (Polyvinyl Butyral) : มาตรฐานสากลสำหรับบ้านและรถยนต์เป็นวัสดุที่นิยมใช้กันมากที่สุดในโลก ทั้งในอุตสาหกรรมรถยนต์ (กระจกบังลมหน้า) และงานอาคารทั่วไป จุดเด่น: มีความใสเคลียร์ชัดเจน ยืดหยุ่นสูง และยึดเกาะกับกระจกได้ดีเยี่ยม เหมาะสำหรับ: กระจกหน้าต่าง-ประตูอาคาร, กระจกหน้ารถยนต์, งานตกแต่งภายใน ข้อควรระวัง: ไม่ทนต่อความชื้นสะสม หากใช้ในงานเปลือยขอบที่ต้องสัมผัสน้ำหรือฝนเป็นเวลานาน อาจเกิดการแยกตัวของชั้นโพลีเมอร์ (Delamination) ได้ 2. EVA (Ethylene Vinyl Acetate) : ขีดสุดแห่งนวัตกรรมการออกแบบวัสดุที่มีความอเนกประสงค์สูง โดดเด่นในด้านความทนทานต่อความชื้นมากกว่า PVB จุดเด่น: ทนความชื้นได้ดี ยึดติดกับวัสดุอื่นได้หลากหลาย มีสีให้เลือกเยอะ เหมาะสำหรับ: งานดีไซน์เฉพาะตัว เช่น การสอดไส้ผ้า (Fabric), กระดาษสา, ลวดตาข่ายตกแต่ง หรือฟิล์ม PET ไว้กลางกระจก รวมถึงใช้ในแผงโซลาร์เซลล์ ข้อควรระวัง: มีความแข็งแรงน้อยกว่า PVB และมีราคาสูงกว่า 3. Ionoplast (SGP – SentryGuard Plus) : แข็งแกร่งที่สุดสำหรับงานโครงสร้างหากคุณต้องการกระจกนิรภัยระดับสูงสุด SGP คือคำตอบ เพราะมีความแข็งกว่า PVB ถึง 100 เท่า และทนแรงฉีกขาดได้มากกว่า 5 เท่า จุดเด่น: แข็งแรงมหาศาล ทนทานต่อสภาพอากาศและความชื้นได้ดีเยี่ยม กระจกที่แตกแล้วยังสามารถพยุงตัวอยู่ได้ไม่ร่วงลงมา (Self-standing) เหมาะสำหรับ: ราวกันตกกระจกเปลือยขอบ (Frameless), หลังคากระจก (Skylight), กันสาด และพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ข้อควรระวัง: ราคาสูงกว่า PVB ค่อนข้างมาก และไม่สามารถใช้ร่วมกับโพลีเมอร์ชนิดอื่นได้ สรุปการเลือกใช้งาน (Quick Guide) งานที่ใช้ วัสดุที่แนะนำ เหตุผล กระจกอาคารทั่วไปมีกรอบ PVB คุ้มค่า แข็งแรงตามมาตรฐาน กระจกตกแต่ง มีลวดลาย/ผ้า EVA ยึดเกาะวัสดุอื่นได้ดี ทนชื้น ราวกันตก/หลังคา/งานเปลือยขอบ SGP (Ionoplast) แข็งแรงสูงสุด ไม่แยกชั้นเมื่อเจอฝน
เลือกอะไรดี? เปรียบเทียบ “เหล็กดัด vs มุ้งลวดนิรภัย vs ฟิล์มกันภัย” ทางเลือกไหนที่เหมาะกับบ้านคุณ?
เลือกอะไรดี? เปรียบเทียบ “เหล็กดัด vs มุ้งลวดนิรภัย vs ฟิล์มกันภัย” ทางเลือกไหนที่เหมาะกับบ้านคุณ? ความปลอดภัยในบ้านเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ แต่เมื่อต้องเลือกวิธีป้องกัน หลายท่านอาจลังเลระหว่างความแข็งแรง ความสวยงาม และงบประมาณ วันนี้ ATSYS จะมาเจาะลึก 3 รูปแบบความปลอดภัยยอดนิยม ได้แก่ เหล็กดัด, มุ้งลวดนิรภัย และฟิล์มกันภัย (i-gard Safecoat) เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ 1. เหล็กดัด (The Traditional Guard)จุดเด่น: เน้นความแข็งแรงเชิงโครงสร้าง เป็นเกราะป้องกันที่เห็นชัดเจนที่สุด ทำให้ขโมยเปลี่ยนใจได้ง่ายเพราะยากต่อการงัดแงะ ติดตั้งได้แทบทุกหน้าต่างในราคาที่เข้าถึงง่าย ข้อควรระวัง: บดบังทัศนวิสัยทำให้บ้านดูทึบ และที่สำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยจากอัคคีภัย หากไม่มีช่องเปิดฉุกเฉิน อาจกลายเป็นอุปสรรคในการหนีไฟได้ 2. มุ้งลวดนิรภัย (The Visual Guard)จุดเด่น: ใช้ตาข่ายสแตนเลสแรงดึงสูง ทนต่อการตัด งัด และแรงกระแทกได้ดีเยี่ยม ในขณะที่ยังมองเห็นวิวภายนอกได้ชัดเจนและระบายอากาศได้ดีเหมือนมุ้งลวดทั่วไป ข้อควรระวัง: มีราคาสูงที่สุดในบรรดาทั้ง 3 แบบ และหากเกิดความเสียหายมักจะต้องเปลี่ยนทั้งบาน รวมถึงไม่ช่วยในเรื่องการกันความร้อนจากแสงแดด 3. ฟิล์มกันภัยชนิดหนาพิเศษ (The Invisible Guard – i-gard Safecoat)จุดเด่น: เป็นนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ทั้ง “ความปลอดภัย” และ “ความสวยงาม” ใสสนิท: ไม่บดบังทัศนวิสัย คงความสวยงามของตัวบ้าน ยึดเกาะกระจก: เมื่อกระจกถูกทุบ ฟิล์มจะช่วยยึดเศษกระจกไม่ให้แตกกระจายและหน่วงเวลาการบุกรุกได้ดี 2-in-1: ได้ทั้งกันขโมยและ กันความร้อน/UV ช่วยให้บ้านเย็นลงและประหยัดค่าไฟ ข้อควรระวัง: ป้องกันการบุกรุกได้ในระดับการหน่วงเวลา (ทำให้ทุบเข้ายากขึ้นมาก) แต่ไม่เท่าเหล็กดัด และควรติดตั้งบนกระจกที่มีความหนาเหมาะสม บทสรุป: เลือกแบบไหนคุ้มที่สุด?เน้นประหยัดและความอุ่นใจสูงสุด: เลือก เหล็กดัด (แต่ต้องมีช่องทางหนีไฟ) เน้นระบายอากาศและโชว์วิว: เลือก มุ้งลวดนิรภัย เน้นความสวยงาม ทันสมัย และกันความร้อน: เลือก ฟิล์มกันภัย i-gard Safecoat ไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีใด ความปลอดภัยเริ่มต้นที่การเลือกวัสดุที่มีมาตรฐานและทีมติดตั้งมืออาชีพครับ ตารางเปรียบเทียบความปลอดภัยเบื้องต้น คุณสมบัติ เหล็กดัด มุ้งลวดนิรภัย ฟิล์มกันภัย (i-gard) ความแข็งแรงทางกายภาพ สูงมาก สูง ปานกลาง-สูง (หน่วงเวลา) ทัศนวิสัย/ความสวยงาม บดบังวิว ดีเยี่ยม ดีเยี่ยม (มองไม่เห็นฟิล์ม) การระบายอากาศ ดีมาก ดีมาก ขึ้นอยู่กับการเปิดหน้าต่าง การกันความร้อน/UV ไม่ได้ ไม่ได้ ดีเยี่ยม ความปลอดภัยเมื่อเกิดไฟไหม้ ต่ำ (ถ้าเปิดไม่ได้) สูง (เปิดง่ายจากในบ้าน) สูง (ทุบออกได้ง่ายกว่า) ระดับงบประมาณ ประหยัด สูง ปานกลาง
อัปเดตนวัตกรรม! “กระจกโลวอีลามิเนต” กึ่งเคลือบอ่อน ทางเลือกใหม่ที่กันร้อนดีกว่าเดิม
อัปเดตนวัตกรรม! “กระจกโลวอีลามิเนต” กึ่งเคลือบอ่อน ทางเลือกใหม่ที่กันร้อนดีกว่าเดิม ในอดีตหากพูดถึง กระจกโลวอี (Low-E Glass) เรามักจะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางเทคนิคว่า “กระจกแบบ Soft Coat” แม้จะกันร้อนดีแต่ไม่สามารถนำมาทำลามิเนตได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนา “กระจกโลวอีแบบกึ่งเคลือบอ่อน” (Semi-Soft Coat Low-E) ขึ้นมาเพื่อทลายข้อจำกัดเดิมๆ และเพิ่มทางเลือกให้กับการก่อสร้างยุคใหม่ครับ ทำความรู้จัก กระจกโลวอีกึ่งเคลือบอ่อน (Semi-Soft Coat)นี่คือพัฒนาการล่าสุดของวงการกระจกประหยัดพลังงาน โดยเป็นการดึงจุดเด่นเรื่องการสะท้อนความร้อนของ Soft Coat มาปรับปรุงให้สามารถนำไปผลิตเป็น “กระจกโลวอีลามิเนต” ได้สำเร็จ ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการลดความร้อนที่เหนือกว่ากระจกแบบเคลือบแข็ง (Hard Coat) ทั่วไป สเปกและความคุ้มค่าทางพลังงานสำหรับใครที่มองหาตัวเลขประสิทธิภาพ กระจกชนิดนี้ให้ค่าเบื้องต้นที่น่าสนใจมากครับ: แสงส่องผ่าน (VLT): ประมาณ 70% (ช่วยให้บ้านดูโปร่ง สว่างเป็นธรรมชาติ) แสงสะท้อน: ประมาณ 9% (ไม่สะท้อนรบกวนสายตาเพื่อนบ้าน) ค่า SHGC: 0.6 (ป้องกันความร้อนจากแสงแดดเข้าสู่ภายในได้ดีกว่าแบบเคลือบแข็ง) ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อแม้จะมีข้อดีเรื่องการกันร้อนที่โดดเด่น แต่ กระจกโลวอีลามิเนต ชนิดกึ่งเคลือบอ่อนก็ยังมีจุดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน: ไม่สามารถใช้เป็นแผ่นเดี่ยว: เนื่องจากผิวเคลือบยังไวต่ออากาศ จึงต้องนำไปประกบ (Laminated) ให้อยู่ระหว่างชั้นกระจกเท่านั้น ไม่สามารถทำเป็นกระจกเทมเปอร์: ด้วยกระบวนการผลิตทำให้ไม่รองรับการอบเทมเปอร์ในบางกรณี ค่า U-Value ที่อาจเพิ่มขึ้น: การที่ชั้นเคลือบอยู่ข้างในลามิเนต ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันการถ่ายเทความร้อน (U-Value) ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระบบอื่น ความเสี่ยงเรื่อง Oxidation: ในระยะยาวหากอากาศหรือความชื้นแทรกซึมผ่านชั้น PVB เข้าไปได้ อาจเกิดรอยออกไซด์บนผิวเคลือบได้ บทสรุปจาก ATSYSการมี กระจกโลวอีลามิเนต รุ่นกึ่งเคลือบอ่อนเป็นทางเลือก นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการกระจกนิรภัยที่กันความร้อนได้ดีกว่ามาตรฐานเดิม อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้งานควรเปรียบเทียบทั้ง ข้อดี ข้อเสีย และงบประมาณ ให้เหมาะสมกับลักษณะอาคารของคุณ
กระจก Low-E คืออะไร? นวัตกรรมกระจกประหยัดพลังงานที่ช่วยให้บ้านเย็นและลดค่าไฟได้จริง
กระจก Low-E คืออะไร? นวัตกรรมกระจกประหยัดพลังงานที่ช่วยให้บ้านเย็นและลดค่าไฟได้จริง ในยุคที่สภาพอากาศร้อนระอุและการประหยัดพลังงานกลายเป็นเรื่องสำคัญ “กระจก Low-E” (Low Emissivity Glass) ได้กลายเป็นวัสดุยอดนิยมสำหรับบ้านและอาคารสมัยใหม่ แต่หลายคนอาจยังไม่ทราบว่ากระจกชนิดนี้ทำงานอย่างไร และทำไมถึงแตกต่างจากกระจกทั่วไป? วันนี้ ATSYS จะพาไปเจาะลึกความลับของกระจก Low-E ที่ช่วยเปลี่ยนบ้านที่ร้อนอบอ้าวให้กลายเป็นพื้นที่เย็นสบายครับ กระจก Low-E คืออะไร?กระจก Low-E คือ กระจกที่ผ่านกระบวนการเคลือบสารโลหะที่มีความบางเป็นพิเศษ (Microscopic Layer) ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นในการ “เลือกให้รังสีผ่าน” โดยจะสะท้อนความร้อน (รังสีอินฟราเรด) ออกไป แต่ยังยอมให้แสงสว่าง (Visible Light) ส่องผ่านเข้ามาได้ดี 3 เหตุผลที่บ้านยุคใหม่ควรเปลี่ยนมาใช้ กระจก Low-E1. สะท้อนความร้อนได้อย่างดีเยี่ยมรังสีความร้อนจากดวงอาทิตย์จะถูกเคลือบผิวของกระจก Low-E สะท้อนกลับออกไปก่อนที่จะเข้ามาภายในอาคาร ทำให้รังสีความร้อนผ่านเข้ามาได้น้อยลงอย่างมาก เมื่อเทียบกับกระจกใสทั่วไป 2. ปกป้องเฟอร์นิเจอร์จากรังสี UVสารเคลือบบนกระจก Low-E มีประสิทธิภาพในการช่วยบล็อกรังสีอัลตราไวโอเลต (UV) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผ้าม่าน พื้นไม้ และเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงซีดจางและกรอบแตก 3. ประหยัดค่าไฟฟ้าในระยะยาวเมื่อความร้อนเข้าสู่ตัวบ้านน้อยลง เครื่องปรับอากาศก็ทำงานเบาขึ้น การเลือกใช้ กระจกประหยัดพลังงาน ชนิดนี้จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะช่วยลดค่าไฟได้ตั้งแต่เดือนแรกที่ติดตั้ง กระจก Low-E เหมาะกับใคร?บ้านพักอาศัย: ที่ต้องการความโปร่งโล่งแต่ไม่ต้องการความร้อน อาคารสำนักงาน: ที่มีพื้นที่กระจกจำนวนมากและต้องการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ห้องที่หันหน้าไปทางทิศตะวันตกหรือทิศใต้: ซึ่งเป็นทิศที่รับแดดจัดตลอดทั้งวัน บทสรุปการเลือกใช้ กระจก Low-E ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงาม แต่เป็นเรื่องของ “คุณภาพชีวิต” และการรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม หากคุณกำลังมองหาวิธีทำให้บ้านเย็นอย่างยั่งยืน กระจกประหยัดพลังงานจาก ATSYS คือคำตอบที่ตอบโจทย์ที่สุดครับ
คู่มืออ่านสเปก! ก่อนเลือกซื้อฟิล์มกรองแสงและกระจกประหยัดพลังงานให้คุ้มค่า
window film specifications, energy saving glass, VLT vs IRR, TSER meaning, solar control film, ATSYS guide, heat rejection glass เวลาเราไปเลือกซื้อ ฟิล์มกรองแสง หรือ กระจกประหยัดพลังงาน มักจะเจอกับตารางตัวเลขทางเทคนิคมากมายจนชวนปวดหัว หากเลือกเพียงแค่ “ความเข้ม” หรือ “ความสวยงาม” อาจทำให้คุณได้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริง วันนี้ ATSYS จะมาไขข้อสงสัยเกี่ยวกับค่าตัวเลขสำคัญที่คุณต้องดู เพื่อให้การลงทุนครั้งนี้กันความร้อนได้จริงและประหยัดพลังงานได้สูงสุดครับ 1. VLT (Visible Light Transmission): ค่าแสงสว่างส่องผ่านค่านี้บอกว่า “ความใสหรือความมืด” ของฟิล์มและกระจกเป็นอย่างไร ค่ายิ่งมาก: แสงส่องผ่านได้เยอะ ห้องหรือรถจะดูสว่าง (เช่น ฟิล์มใส) ค่ายิ่งน้อย: แสงส่องผ่านได้น้อย เพิ่มความเป็นส่วนตัวและลดแสงจ้า (เช่น ฟิล์มเข้ม) 2. UVR (Ultra-Violet Rejection): ค่าการป้องกันรังสีอัลตราไวโอเลตรังสี UV คือตัวการที่ทำให้ผิวเสียและเฟอร์นิเจอร์ซีดจาง มาตรฐานที่ดี: ควรป้องกันรังสี UV ได้ไม่ต่ำกว่า 99% เพื่อปกป้องสุขภาพผิวและอายุการใช้งานของอุปกรณ์ภายในอาคารหรือรถยนต์ 3. IRR (Infrared Rejection): ค่าการป้องกันรังสีอินฟราเรดรังสีอินฟราเรดคือ “ตัวนำความร้อน” หลักจากดวงอาทิตย์ การเลือกซื้อ: ยิ่งค่านี้สูง (เช่น 80-99%) จะยิ่งช่วยให้คุณรู้สึกเย็นขึ้นเมื่ออยู่หลังกระจก เพราะความร้อนถูกสะท้อนออกไปก่อนจะเข้ามาสัมผัสผิวหนัง 4. TSER (Total Solar Energy Rejection): ค่าการกันความร้อนรวมนี่คือ “ค่าที่สำคัญที่สุด” เพราะเป็นการนำค่า VLT, UVR และ IRR มาคำนวณรวมกันเพื่อบอกประสิทธิภาพการกันความร้อนทั้งหมด ข้อควรระวัง: ฟิล์มบางยี่ห้ออาจโฆษณาค่า IRR สูงมาก แต่ค่า TSER กลับต่ำ ดังนั้นควรยึดค่า TSER เป็นเกณฑ์หลักในการเปรียบเทียบประสิทธิภาพการกันร้อน 5. SC (Shading Coefficient): ค่าสัมประสิทธิ์การบังแดดค่านี้มักใช้กับงานสถาปัตยกรรมและ กระจกประหยัดพลังงาน ค่ายิ่งต่ำ ยิ่งดี: หมายความว่ากระจกบานนั้นมีความสามารถในการป้องกันความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ดีเยี่ยม ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศได้จริง บทสรุป: เลือกที่ “มาตรฐาน” ไม่ใช่แค่ “โฆษณา”การดู สเปกฟิล์มกรองแสง และกระจกที่ถูกต้อง จะช่วยให้คุณประหยัดเงินในระยะยาว ทั้งค่าไฟฟ้าและค่าบำรุงรักษารถยนต์ ที่ ATSYS ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นของเราผ่านมาตรฐานการทดสอบที่เชื่อถือได้ พร้อมให้คำปรึกษาเพื่อให้คุณได้ผลิตภัณฑ์ที่ “สเปกตรงใจ” และ “กันร้อนได้จริง” ครับ
ตอกย้ำความเป็นผู้นำ! ATSYS รับรางวัล “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” ประจำปี 2562

ตอกย้ำความเป็นผู้นำ! ATSYS รับรางวัล “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” ประจำปี 2562 ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจสูงสุดของ บริษัท แอทซิส จำกัด (ATSYS) ที่ได้รับมอบ “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง” ประจำปี 2562 จากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพและมาตรฐานในการช่วยประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืน มั่นใจในคุณภาพ ด้วยมาตรฐานจากกระทรวงพลังงานรางวัลฉลากประหยัดพลังงานนี้ มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการลดการใช้พลังงานได้จริง ซึ่งในปีนี้ ผลิตภัณฑ์ของ ATSYS คว้าไปถึง 2 หมวดผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่: ฟิล์มเซรามิค ECOBLUE (Ecoblue Ceramic Film) นวัตกรรมฟิล์มกรองแสงที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นเรื่องความเคลียร์ชัด แต่ยังสามารถป้องกันรังสีความร้อน (Infrared) ได้สูงสุด ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์และอาคารได้อย่างมีนัยสำคัญ กระจกนิรภัยประหยัดพลังงาน LAMKOOL (Lamkool Energy Saving Glass) กระจกนิรภัยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ออกแบบมาเพื่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ช่วยสะท้อนความร้อนออกจากตัวอาคารในขณะที่ยังยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ดี ทำให้ช่วยลดค่าไฟฟ้าและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัย ทำไมต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง”?ประหยัดค่าใช้จ่าย: ช่วยลดค่าไฟฟ้าในบ้านและค่าน้ำมันในรถยนต์จากการลดความร้อนที่เข้าสู่ภายใน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การลดใช้พลังงานคือก้าวสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การันตีโดยรัฐบาล: มั่นใจได้ว่าค่าการกันความร้อนที่ระบุไว้คือค่าจริงที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานสากล ATSYS มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรม ฟิล์มกรองแสง และ กระจกนิรภัย ที่ดีที่สุด เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยและการขับขี่ที่เย็นสบาย ปลอดภัย และประหยัดพลังงานให้กับลูกค้าของเราตลอดไป มั่นใจในคุณภาพ ด้วยมาตรฐานจากกระทรวงพลังงาน รางวัลฉลากประหยัดพลังงานนี้ มอบให้กับผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการทดสอบและพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพในการลดการใช้พลังงานได้จริง ซึ่งในปีนี้ ผลิตภัณฑ์ของ ATSYS คว้าไปถึง 2 หมวดผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่: ฟิล์มเซรามิค ECOBLUE (Ecoblue Ceramic Film) นวัตกรรมฟิล์มกรองแสงที่ไม่เพียงแต่โดดเด่นเรื่องความเคลียร์ชัด แต่ยังสามารถป้องกันรังสีความร้อน (Infrared) ได้สูงสุด ช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถยนต์และอาคารได้อย่างมีนัยสำคัญ กระจกนิรภัยประหยัดพลังงาน LAMKOOL (Lamkool Energy Saving Glass) กระจกนิรภัยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ออกแบบมาเพื่อสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ช่วยสะท้อนความร้อนออกจากตัวอาคารในขณะที่ยังยอมให้แสงสว่างผ่านเข้ามาได้ดี ทำให้ช่วยลดค่าไฟฟ้าและเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ผู้อยู่อาศัย ทำไมต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มี “ฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง”? ประหยัดค่าใช้จ่าย: ช่วยลดค่าไฟฟ้าในบ้านและค่าน้ำมันในรถยนต์จากการลดความร้อนที่เข้าสู่ภายใน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: การลดใช้พลังงานคือก้าวสำคัญในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การันตีโดยรัฐบาล: มั่นใจได้ว่าค่าการกันความร้อนที่ระบุไว้คือค่าจริงที่ผ่านการทดสอบมาตรฐานสากล ATSYS มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและนำเสนอนวัตกรรม ฟิล์มกรองแสง และ กระจกนิรภัย ที่ดีที่สุด เพื่อส่งมอบประสบการณ์การอยู่อาศัยและการขับขี่ที่เย็นสบาย ปลอดภัย และประหยัดพลังงานให้กับลูกค้าของเราตลอดไป
ความร้อนจากแสงอาทิตย์มาจากไหน? เจาะลึกรังสี 3 ชนิดที่เจ้าของบ้านและรถต้องรู้ (ตอนที่ 1)
ความร้อนจากแสงอาทิตย์มาจากไหน? เจาะลึกรังสี 3 ชนิดที่เจ้าของบ้านและรถต้องรู้ (ตอนที่ 1) เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมเวลาเรานั่งใกล้หน้าต่างหรืออยู่ในรถที่จอดกลางแดด ถึงรู้สึกร้อนระอุเหมือนถูกอบ? ความร้อนเหล่านั้นไม่ได้มาจากอากาศเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “รังสีดวงอาทิตย์” ที่ส่องผ่านกระจกเข้ามา วันนี้ ATSYS จะพาไปทำความรู้จักกับส่วนประกอบของแสงแดด เพื่อให้คุณเลือกวิธีป้องกันความร้อนได้อย่างตรงจุดครับ โครงสร้างของแสงแดด: 3 ตัวการหลักที่นำพาความร้อน แสงอาทิตย์ที่ส่องลงมายังโลก ประกอบด้วยรังสี 3 ชนิดหลักๆ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกร้อนและสุขภาพของเราในสัดส่วนที่ต่างกัน ดังนี้: 1. รังสีอินฟราเรด (Infrared – IR) | สัดส่วนความร้อน 53% นี่คือ “ตัวการหลัก” ที่ทำให้เรารู้สึกร้อนวูบวาบ รังสีอินฟราเรดมีความยาวคลื่นที่ยาวกว่าแสงที่ตามองเห็น แม้เราจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันนำพาพลังงานความร้อนมาสู่ผิวหนังและสิ่งก่อสร้างสูงที่สุด คำแนะนำ: หากต้องการลดความร้อนอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเลือกฟิล์มหรือกระจกที่มีค่าการสะท้อนหรือป้องกันรังสี IR สูงๆ 2. แสงที่ตามองเห็น (Visible Light – VL) | สัดส่วนความร้อน 44% คือแสงสว่างที่ช่วยให้เรามองเห็นสิ่งรอบตัว หากแสงสว่างส่องเข้ามามากเกินไป นอกจากจะเกิดความร้อนสะสมแล้ว ยังทำให้เกิด “แสงจ้า” (Glare) ที่รบกวนสายตาอีกด้วย คำแนะนำ: การเลือกฟิล์มที่มีความเข้ม (เช่น ฟิล์ม 60% หรือ 80%) จะช่วยลดแสงสว่างและลดความร้อนในส่วนนี้ได้ 3. รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet – UV) | สัดส่วนความร้อน 3% แม้จะมีสัดส่วนความร้อนเพียงเล็กน้อย แต่รังสี UV คือตัวอันตรายที่สุดต่อสุขภาพและทรัพย์สิน เพราะเป็นสาเหตุหลักของผิวหมองคล้ำ มะเร็งผิวหนัง รวมถึงทำให้เฟอร์นิเจอร์ เบาะรถยนต์ หรือของตกแต่งบ้านสีซีดจางและกรอบแตก คำแนะนำ: มาตรฐานฟิล์มกรองแสงในปัจจุบันควรป้องกันรังสี UV ได้ 99% ขึ้นไป สรุป: ทำไมเราถึงต้องรู้เรื่องรังสี? การเข้าใจสัดส่วนความร้อนจะช่วยให้คุณ “เลือกฟิล์มกรองแสงหรือกระจกนิรภัย” ได้อย่างคุ้มค่า บางคนเลือกฟิล์มที่มืดสนิท (ลด VL) แต่กลับไม่กันรังสีอินฟราเรด (IR) ผลที่ได้คือห้องมืดแต่ยังร้อนเหมือนเดิม ในตอนหน้า เราจะมาเจาะลึกกันต่อถึง “กลไกการเดินทางของความร้อน” ว่ามันผ่านกระจกเข้ามาในบ้านหรือรถของเราได้อย่างไร อย่าพลาดนะครับ!
รถเสียกลางถนนทำอย่างไรดี? 5 ขั้นตอนรับมือเหตุฉุกเฉินให้ปลอดภัย
รถเสียกลางถนนทำอย่างไรดี? 5 ขั้นตอนรับมือเหตุฉุกเฉินให้ปลอดภัย เหตุการณ์ “รถเสียกลางถนน” เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ไม่ว่าจะรถใหม่หรือรถเก่าก็มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือ “สติ” และนี่คือ 5 ขั้นตอนปฏิบัติที่จะช่วยให้คุณและรถปลอดภัย ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุซ้ำซ้อนครับ 1. ตั้งสติและเปิดไฟฉุกเฉินทันที ทันทีที่รถเริ่มมีอาการผิดปกติ เครื่องยนต์ดับ หรือเร่งไม่ขึ้น ให้รีบเปิด “ไฟขอทาง” หรือ “ไฟฉุกเฉิน” (Hazard Lights) เพื่อให้รถคันที่ตามมาทราบว่ารถของคุณกำลังมีปัญหาและควรระมัดระวัง 2. นำรถเข้าข้างทางให้ได้มากที่สุด หากรถยังมีแรงเฉื่อยพอที่จะเคลื่อนที่ได้ ให้พยายามพยุงรถเข้าจอดบริเวณไหล่ทางทางด้านซ้าย หรือพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ไม่ควรจอดรถทิ้งไว้กลางช่องทางจราจรเพราะเสี่ยงต่อการถูกชนท้าย 3. วางเครื่องหมายเตือนภัย เมื่อจอดรถได้แล้ว หากมี “ป้ายสามเหลี่ยมสะท้อนแสง” หรือกรวยยาง ให้นำไปวางห่างจากท้ายรถประมาณ 50-100 เมตร เพื่อเตือนรถคันอื่นให้เปลี่ยนเลนแต่เนิ่นๆ โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือบนทางหลวงที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูง 4. ตรวจสอบอาการเบื้องต้น (ถ้าปลอดภัยพอ) หากจุดที่จอดมีความปลอดภัยเพียงพอ ให้ลองเช็คอาการเบื้องต้น เช่น เข็มความร้อนขึ้นสูงเกินไปหรือไม่ (ห้ามเปิดฝาหม้อน้ำทันที!) น้ำมันหมด หรือแบตเตอรี่หมดหรือไม่ มีควันหรือกลิ่นไหม้ออกมาจากห้องเครื่องหรือไม่ 5. โทรขอความช่วยเหลือ หากไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง ให้ติดต่อขอความช่วยเหลือทันที: สายด่วนตำรวจทางหลวง: 1193 สายด่วนกู้ภัย (ทั่วไทย): 1669 / 199 บริการช่วยเหลือฉุกเฉินของประกันภัย: (เบอร์โทรตามกรมธรรม์ของคุณ) สายด่วนมอเตอร์เวย์: 1586 บทสรุป การหมั่นตรวจเช็คสภาพรถสม่ำเสมอเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุด แต่เมื่อเกิดเหตุสุดวิสัย การรู้วิธีรับมือที่ถูกต้องจะช่วยเปลี่ยนสถานการณ์ที่น่ากลัวให้กลายเป็นความปลอดภัยได้ครับ
ติดตั้ง “เหล็กดัด” อย่างไรให้ปลอดภัย? ป้องกันขโมยได้ หนีไฟไหม้ทัน!
ติดตั้ง “เหล็กดัด” อย่างไรให้ปลอดภัย? ป้องกันขโมยได้ หนีไฟไหม้ทัน! หลายบ้านเลือกติด “เหล็กดัด” เพื่อป้องกันขโมยและเพิ่มความอุ่นใจ แต่ทราบหรือไม่ว่าหากติดตั้งอย่างไม่ถูกวิธี เหล็กดัดที่ควรจะช่วยปกป้องเรา อาจกลายเป็น “กรงขัง” ที่ทำให้หนีออกมาไม่ได้เมื่อเกิดเหตุอัคคีภัย วันนี้เรามีข้อแนะนำสำคัญในการติดตั้งเหล็กดัด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยทั้งจากโจรผู้ร้ายและเหตุฉุกเฉินมาฝากกันครับ 1. ต้องมี “ช่องทางหนีไฟ” อย่างน้อยชั้นละ 1 จุด การติดเหล็กดัดแบบตายตัว (เปิดไม่ได้) ทั้งบ้านเป็นเรื่องที่อันตรายมาก ควรออกแบบให้มีอย่างน้อย 1-2 จุดต่อชั้นที่สามารถเปิดออกได้จากภายใน เพื่อใช้เป็นทางออกฉุกเฉินในกรณีที่ไฟไหม้ปิดล้อมประตูหลัก 2. เลือกใช้ “กลอนหรือกุญแจ” ที่เปิดง่ายจากภายใน ช่องทางหนีไฟของเหล็กดัดควรใช้ระบบล็อคที่คนในบ้านสามารถเปิดได้ทันที คำแนะนำ: ไม่ควรใช้แม่กุญแจแบบต้องใช้ลูก กุญแจไข เพราะในเวลาที่ควันไฟท่วมท้น การหาลูกกุญแจจะเป็นเรื่องยากมาก ควรใช้ระบบสลักหรือกลอนที่เปิดได้ง่ายแต่มีความแข็งแรง 3. เก็บกุญแจไว้ในที่ที่หยิบใช้ได้สะดวก (แต่คนนอกเอื้อมไม่ถึง) หากจำเป็นต้องใช้กุญแจล็อคจริงๆ ควรแขวนลูกกุญแจไว้ในตำแหน่งใกล้ๆ กับหน้าต่างบานนั้น โดยต้องอยู่ในจุดที่คนข้างนอกไม่สามารถเอื้อมมือมาหยิบได้ และสมาชิกทุกคนในบ้านต้องทราบตำแหน่งที่แน่นอน 4. หมั่นตรวจสอบและหยอดน้ำมันสม่ำเสมอ เหล็กดัดและบานพับที่ถูกติดตั้งทิ้งไว้นานๆ มักเกิดสนิมและฝืดจนเปิดไม่ออกเมื่อต้องการใช้จริง ควรตรวจสอบการเปิด-ปิดอย่างน้อยทุกๆ 3-6 เดือน และหยอดน้ำมันหล่อลื่นตรงจุดหมุนและกลอนล็อคเสมอ 5. เลือกวัสดุและช่างติดตั้งที่มีมาตรฐาน เหล็กที่ใช้ควรมีความแข็งแรงทนทานต่อการตัด แต่ตัวโครงสร้างต้องไม่หนักจนเกินไปจนเปิดลำบาก การเลือกช่างที่มีประสบการณ์จะช่วยให้งานติดตั้งมีความประณีตและระบบล็อคทำงานได้อย่างแม่นยำ บทสรุป การติดเหล็กดัดไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามหรือการกันขโมยเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึง “ทางรอด” เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝันด้วย การเตรียมพร้อมและออกแบบอย่างชาญฉลาดจะช่วยคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในครอบครัวได้อย่างแท้จริง
กระจก Low-E คืออะไร? ข้อดี–ข้อจำกัดที่ควรรู้ ก่อนเลือกใช้ในบ้านและอาคาร
กระจก Low-E คืออะไร? ข้อดี–ข้อจำกัดที่ควรรู้ ก่อนเลือกใช้ในบ้านและอาคาร กระจก Low-E หรือ กระจกโลวอี (Low Emissivity Glass) ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่อย่างที่หลายคนเข้าใจ จริง ๆ แล้วกระจกชนิดนี้ถูกใช้งานมานานกว่า 30 ปี โดยได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเขตหนาว เนื่องจากช่วย ลดการสูญเสียความร้อนจากภายในอาคารออกสู่ภายนอก แต่ในประเทศไทย กระจก Low-E เพิ่งเริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างจริงจังในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา จากกระแสรณรงค์เรื่องการลดความร้อนในอาคาร การประหยัดพลังงาน และการเข้ามาทำตลาดของกระจก Low-E จากจีนที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ❗ กระจก Low-E ไม่ได้มีแต่ข้อดี และไม่ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกอาคาร โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนแบบเมืองไทย บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจการทำงาน ข้อดี และข้อจำกัดของกระจก Low-E อย่างตรงไปตรงมา กระจก Low-E ทำงานอย่างไร? กระจก Low-E (Low Emissivity) คือกระจกที่มีคุณสมบัติหลัก 2 ประการ ได้แก่ 1. แผ่รังสีความร้อนต่ำ (Low Emissivity) หมายความว่า กระจกจะ ไม่ค่อยแผ่หรือปล่อยความร้อนออกสู่สภาพแวดล้อม เมื่อเทียบกับกระจกธรรมดา จึงช่วยลดการถ่ายเทความร้อนผ่านผิวกระจก 2. ลดความร้อนจากแสงแดด แต่ยังคงความใส กระจก Low-E สามารถให้ แสงธรรมชาติ (Visible Light) ผ่านเข้ามาได้ดี ในขณะที่ รังสีอินฟราเรด (ความร้อน) ถูกสะท้อนหรือกั้นไว้บางส่วน ช่วยให้ภายในอาคารสว่าง แต่ไม่ร้อนเหมือนเรือนกระจก กระจก Low-E เคลือบด้วยอะไร? กระจก Low-E จะถูกเคลือบด้วยโลหะบางพิเศษ เช่น เงิน (Silver) อลูมิเนียม โลหะผสมหลายชั้น โดย โลหะเงิน เป็นที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้ดีที่สุด หากแบ่งกระจก Low-E ตาม กระบวนการผลิต จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ 1. กระจก Low-E แบบผิวเคลือบแข็ง (Hard Coat Low-E) กระจกชนิดนี้ผลิตด้วยกระบวนการ พ่นไอโลหะร้อนลงบนกระจกในขณะที่กระจกยังมีอุณหภูมิสูง ทำให้ชั้นโลหะฝังตัวแน่นไปกับผิวกระจก กระบวนการนี้ต้องทำตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตกระจกแผ่นเรียบ (Float Glass) ข้อดีของกระจก Hard Coat Low-E ให้แสงผ่านได้สูงแสงผ่านได้ประมาณ 70–80% ทำให้ภายในอาคารสว่าง โปร่ง และยังช่วยลดความร้อนจากแสงแดดได้ระดับหนึ่ง แข็งแรง ทนทานสูงผิวเคลือบมีความทนทาน สามารถนำไป อบเทมเปอร์, ทำลามิเนต หรือแปรรูปเพิ่มเติม ได้ เหมาะกับงานก่อสร้างหลายประเภท ใช้เป็นกระจกแผ่นเดี่ยวได้ผิวเคลือบไม่เป็นสนิม ไม่เสื่อมสภาพง่าย สามารถใช้งานเป็นกระจกชั้นเดียวได้ โดยไม่จำเป็นต้องประกบเป็นกระจกสองชั้น (IGU) ข้อจำกัดของกระจก Hard Coat Low-E ประสิทธิภาพลดความร้อนต่ำลดความร้อนจากแสงแดดได้เพียงประมาณ 15% ซึ่งถือว่าค่อนข้างต่ำสำหรับสภาพอากาศร้อนอย่างประเทศไทย👉 ในบางกรณี กระจกเขียวหรือกระจกสะท้อนแสงอาจให้ผลดีกว่า ลดรังสีอินฟราเรดจากภายนอกได้น้อยแม้จะกักเก็บความร้อนภายในได้ดี (เหมาะกับเมืองหนาว) แต่ไม่เหมาะกับอาคารที่ต้องการกันความร้อนจากแดดแรง การดูแลรักษาต้องระวังผิวเคลือบต้องสัมผัสอากาศเพื่อทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ การทำความสะอาดที่ผิดวิธี หรือสารเคมีบางชนิด อาจทำให้ผิวเคลือบเสื่อมคุณภาพได้ 2. กระจก Low-E แบบผิวเคลือบอ่อน (Soft Coat Low-E) กระจก Soft Coat Low-E ผลิตด้วยเทคโนโลยี Magnetron Sputtering ภายในห้องสูญญากาศ หลักการผลิตแบบเข้าใจง่าย กระจกถูกป้อนเข้าไปใน ห้องสุญญากาศ ภายในมี ขั้วแม่เหล็กไฟฟ้า อยู่ด้านบนและล่าง ปล่อยแก๊สอาร์กอน (Argon Gas) ให้เกิดประจุไฟฟ้า ประจุอาร์กอนถูกสนามแม่เหล็กเหนี่ยวนำให้พุ่งชนแท่งโลหะ อะตอมโลหะหลุดออกมาและ เคลือบตัวลงบนผิวกระจกเป็นชั้นบางพิเศษหลายชั้น ผลลัพธ์คือกระจกที่มี ประสิทธิภาพในการสะท้อนความร้อนสูงมาก แต่ผิวเคลือบจะบอบบางกว่ากระจกแบบ Hard Coat (ในบทความถัดไป สามารถแยกอธิบายข้อดี–ข้อด้อยของ Soft Coat Low-E เทียบกับการใช้งานในเมืองร้อนได้อย่างละเอียด) สรุป: กระจก Low-E เหมาะกับเมืองไทยหรือไม่? กระจก Low-E ไม่ใช่คำตอบ万能 (Universal Solution) สำหรับทุกอาคาร แบบ Hard Coat เหมาะกับงานที่ต้องการความทนทาน แต่ลดความร้อนได้น้อย แบบ Soft Coat ให้ประสิทธิภาพกันความร้อนสูงกว่า แต่ต้องใช้งานอย่างถูกโครงสร้าง (เช่น กระจกสองชั้น) 👉 การเลือกกระจกที่เหมาะสม ควรพิจารณา ทิศทางแดด ประเภทอาคาร ระบบปรับอากาศ และงบประมาณ ไม่ใช่แค่คำว่า “Low-E” เพียงอย่างเดียว