ทำไมผิวกระจกที่ติดฟิล์มกรองแสง ถึงรู้สึกร้อนกว่ากระจกที่ไม่ติด

“ทำไมติดฟิล์มแล้วกระจกร้อนกว่าเดิม?” นี่คือคำถามยอดฮิตที่สร้างความตกใจให้เจ้าของบ้านและคนรักรถมานักต่อนัก จนบางคนถึงขั้นชี้นิ้วบอกว่าฟิล์มที่ติดไปนั้นคุณภาพต่ำแน่ๆ!

แต่รู้ไหมครับ… ความจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง! วันนี้ ATSYS จะมาเฉลยว่าทำไม “กระจกยิ่งร้อน ห้องยิ่งเย็น” ###

 

1. หน้าที่ของฟิล์มคือ “โล่” ไม่ใช่ “แอร์” ต้องเข้าใจก่อนครับว่าฟิล์มกรองแสงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ “ผิวกระจกเย็น” แต่มันทำหน้าที่เป็น “โล่ป้องกันรังสีความร้อน” (Infrared) และรังสี UV ไม่ให้ทะลุผ่านกระจกเข้าไปอาละวาดในบ้านหรือในรถคุณ

2. กระจกร้อนขึ้น = ฟิล์มกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง!

ทำไมกระจกที่ติดฟิล์มถึงร้อนกว่ากระจกเปล่า?

  • กระจกที่ไม่ได้ติดฟิล์ม: รังสีความร้อนส่วนใหญ่จะพุ่งทะลุกระจกเข้าไปด้านในทันที ทำให้คนข้างในรู้สึกร้อนแสบผิว และความร้อนสะสมในห้องสูงขึ้น แต่ผิวกระจกอาจจะไม่ร้อนมากเพราะมันยอมให้ความร้อนผ่านไปเลย

  • กระจกที่ติดฟิล์ม (โดยเฉพาะฟิล์มเซรามิก): ฟิล์มจะทำการ “ดูดซับ” (Absorption) และสะท้อนรังสีอินฟราเรดเอาไว้ที่ตัวมันเอง พลังงานความร้อนจึงกักขังอยู่ที่กระจก ไม่หลุดเข้าไปหาคุณ

ดังนั้น ถ้าคุณสัมผัสกระจกแล้วรู้สึกร้อนขึ้น อย่าตกใจ! นั่นคือสัญญาณว่าฟิล์มกำลังทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดรับความร้อนแทนคุณอยู่นั่นเอง

3. ฟิล์มสีเข้ม ยิ่งดูดซับความร้อนได้มากกว่า

นอกจากรังสีอินฟราเรดแล้ว “แสงสว่าง” ก็เป็นตัวการของความร้อนเช่นกัน ฟิล์มที่มีสีเข้มกว่าจะดูดซับทั้งแสงและรังสีความร้อนได้มากกว่าฟิล์มสีอ่อน เมื่อรวมพลังการดูดซับทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน กระจกที่ติดฟิล์มเซรามิกสีเข้มจึงมักจะร้อนกว่ากระจกใสอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสัมผัสด้วยมือ

สรุป: กระจกยอมร้อน เพื่อให้ห้องเย็นสบาย

หน้าที่หลักของฟิล์มคือ:

  • กันความร้อน: ไม่ให้ไหลบ่าเข้าไปในห้อง

  • กันแสงจ้า: สบายตาขณะขับขี่หรือพักผ่อน

  • กันรังสี UV: ป้องกันผิวไหม้และถนอมเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้ซีดจาง

กระจกร้อนขึ้นไม่ได้แปลว่าฟิล์มไม่ดี แต่มันแปลว่าฟิล์มกำลังทำหน้าที่ปกป้องคุณอย่างเต็มที่ต่างหาก!

green building