ทำไมกระจกถึงแตกเอง? เจาะลึก 8 สาเหตุและลักษณะรอยแตกที่บอกต้นตอของปัญหา

glass crack

ทำไมกระจกถึงแตกเอง? เจาะลึก 8 สาเหตุและลักษณะรอยแตกที่บอกต้นตอของปัญหา หลายครั้งที่เราพบว่ากระจกแตกโดยไม่ได้ถูกใครขว้างปาหรือกระแทก การเข้าใจลักษณะรอยแตก (Fracture Pattern) จะช่วยให้เราหาสาเหตุที่แท้จริงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำได้ครับ 1. การแตกจากความเครียดความร้อน (Stress Cracks) ลักษณะ: มักเริ่มจากขอบกระจก เป็นเส้นยาวตรงหรือโค้งเล็กน้อยโดยไม่มีจุดกระแทก สาเหตุ: เกิดจากอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงกะทันหัน หรือการระบายความร้อนไม่สม่ำเสมอ เช่น ลมเย็นจัดจากเครื่องปรับอากาศเป่าลงบนกระจกที่กำลังร้อนจัดจากแสงแดด 2. การแตกจากการกระแทก (Impact Cracks) ลักษณะ: มีจุดศูนย์กลางการแตกที่ชัดเจน แบ่งเป็น 2 รูปแบบย่อย: Radial Cracks: รอยแตกแนวรัศมี พุ่งออกจากจุดกระแทกเหมือนซี่ล้อรถ Concentric Cracks: รอยแตกแนววงกลม ล้อมรอบจุดกระแทกเป็นชั้นๆ สาเหตุ: แรงกายภาพภายนอก เช่น ก้อนหินดีดใส่ หรือของแข็งกระแทกหน้ากระจก 3. การแตกที่ขอบ (Edge Cracks) ลักษณะ: เริ่มต้นจากขอบกระจกและลามเป็นเส้นตรงยาว สาเหตุ: ขอบกระจกได้รับความเสียหายตั้งแต่อยู่ในโรงงานหรือระหว่างขนส่ง (Edge Damage) เช่น มีรอยบิ่น (Chips) เล็กๆ เมื่อกระจกขยายตัวจากความร้อน รอยบิ่นเหล่านี้จะกลายเป็นจุดเริ่มของรอยแตกขนาดใหญ่ 4. ข้อบกพร่องจากกระบวนการผลิต (Float Glass Defects) ลักษณะ: ปรากฏรอยแตกเล็กๆ หรือจุดอ่อนในเนื้อกระจก โดยมักเกิดที่จุดที่มีฟองอากาศ (Seeds) หรือสิ่งแปลกปลอม (Inclusions) สาเหตุ: ความผิดพลาดในขั้นตอนการหลอมกระจกฟลอท ทำให้เกิดความเครียดภายในสะสม 5. การแตกจากความแตกต่างของอุณหภูมิ (Thermal Cracks) ลักษณะ: คล้าย Stress Crack แต่จะเห็นได้ชัดว่าเริ่มจากจุดที่กระจกรับความร้อนต่างกันมาก สาเหตุ: เช่น กระจกส่วนหนึ่งถูกเงาตึกบัง (เย็น) ขณะที่อีกส่วนรับแดดตรงๆ (ร้อน) ทำให้การขยายตัวของโมเลกุลกระจกไม่เท่ากันจนดึงกันแตก 6. การระเบิดเองจากนิกเกิลซัลไฟด์ (Spontaneous Breakage) ลักษณะ: เกิดเฉพาะในกระจกเทมเปอร์ (Tempered Glass) กระจกจะแตกละเอียดทั้งบาน จุดศูนย์กลางการแตกจะมีลักษณะคล้าย “เลขแปด” หรือ “ปีกผีเสื้อ” สาเหตุ: สารนิกเกิลซัลไฟด์ที่ปนเปื้อนในเนื้อกระจกขยายตัวตามกาลเวลาและดันให้กระจกนิรภัยระเบิดออกมาเอง 7. การติดตั้งที่ไม่เหมาะสม (Improper Installation) ลักษณะ: รอยแตกยาวตรงมักเริ่มจากจุดที่ถูกยึดแน่นเกินไปหรือจุดที่กระจกบิดตัว สาเหตุ: การขันสกรูแน่นเกินไป กรอบกระจกไม่ได้ระดับ หรือการไม่ใส่แผ่นรองขอบกระจก (Setting Blocks) ทำให้กระจกสัมผัสกับเฟรมโลหะโดยตรง 8. การแตกจากรอยขีดข่วน (Scratch-Induced Cracks) ลักษณะ: รอยแตกจะวิ่งตามแนวรอยขีดข่วนเดิมบนผิวหน้ากระจก สาเหตุ: รอยขีดข่วนลึกจากของมีคมทำให้โครงสร้างกระจกอ่อนแอลง เมื่อมีแรงดันลมหรือการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเพียงเล็กน้อย กระจกจะแตกตามแนวรอยขีดข่วนนั้น บทสรุปจาก ATSYS การวินิจฉัยลักษณะรอยแตกจะช่วยให้เราทราบว่าปัญหาเกิดจากคุณภาพกระจก การติดตั้ง หรือปัจจัยภายนอก เพื่อให้คุณเลือกวิธีการซ่อมแซมหรือเปลี่ยนกระจกใหม่ได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัยที่สุดครับ

ข้อดี-ข้อเสีย เหล็กดัด แบบติดตั้งด้านในและด้านนอก

ข้อดี-ข้อเสีย เหล็กดัด แบบติดตั้งด้านในและด้านนอก ข้อดี–ข้อเสียของการติดเหล็กดัดหน้าต่าง ควรติดด้านในหรือด้านนอกบ้าน แบบไหนดีกว่ากัน? การติดเหล็กดัดหน้าต่างเป็นวิธีเพิ่มความปลอดภัยให้บ้านที่ได้รับความนิยมมานาน แต่หลายคนยังลังเลว่าควรติด เหล็กดัดด้านในบ้าน หรือ ด้านนอกบ้าน ดี บทความนี้จะช่วยเปรียบเทียบข้อดี–ข้อเสียของทั้งสองแบบ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้เหมาะกับบ้านและไลฟ์สไตล์มากที่สุด ข้อดีของการติดเหล็กดัดหน้าต่างด้านในบ้าน 1. บ้านดูสวยงามจากภายนอก เหล็กดัดที่ติดตั้งอยู่ด้านในจะมองเห็นได้ยากจากภายนอก ทำให้บ้านยังคงดูโปร่ง โล่ง และสวยงามเหมือนไม่ได้ติดเหล็กดัดเหมาะอย่างยิ่งกับบ้านในโครงการจัดสรร ที่ นิติบุคคลมักไม่อนุญาตให้ติดเหล็กดัดภายนอกตัวบ้าน 2. ความปลอดภัยสูงกว่าในหลายกรณี เหล็กดัดด้านในจะถูกงัด แกะ หรือถอดได้ยากกว่าจากภายนอก โดยเฉพาะหากออกแบบการยึดติดอย่างแน่นหนาอย่างไรก็ตาม หากเป็นการใช้วิธีตัดหรือถ่าง ความแข็งแรงอาจใกล้เคียงกับเหล็กดัดด้านนอก 3. ดูแลรักษาง่าย อายุการใช้งานยาวนาน เนื่องจากไม่ต้องเจอแดด ฝน และความชื้นโดยตรง เหล็กดัดด้านในจึง เป็นสนิมได้ยาก สกปรกช้ากว่า รักษาความสวยงามได้ยาวนานกว่า ข้อเสียของการติดเหล็กดัดหน้าต่างด้านในบ้าน 1. ทำความสะอาดและใช้งานหน้าต่างยากขึ้น เหล็กดัดอาจขวางการเช็ดทำความสะอาดกระจก ทำให้ใช้เวลามากขึ้นสำหรับหน้าต่างบานเลื่อน เหล็กดัดด้านในอาจทำให้การเปิด-ปิดไม่สะดวกเท่าที่ควร 2. ทัศนียภาพจากภายในอาจดูอึดอัด เมื่ออยู่ในบ้าน เหล็กดัดด้านในอาจทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกอึดอัด หรือคล้ายถูกกักขังมากกว่าเหล็กดัดด้านนอกทั้งนี้ ลวดลายและดีไซน์ของเหล็กดัด มีผลอย่างมากต่อความรู้สึกในจุดนี้ ข้อดีของการติดเหล็กดัดหน้าต่างด้านนอกบ้าน 1. ช่วยป้องกันกระจกแตกจากแรงกระแทก ในกรณีฝนตกหนัก ลมแรง หรือมีกิ่งไม้ปลิวมากระแทก เหล็กดัดด้านนอกสามารถช่วยลดความเสียหายของกระจกได้ และในบางกรณีอาจป้องกันไม่ให้กระจกแตกเลย 2. เพิ่มความสวยงามให้บางสไตล์อาคาร เหล็กดัดที่ออกแบบลวดลายอย่างเหมาะสม อาจช่วยเสริมภาพลักษณ์ของอาคารให้ดูแข็งแรงและปลอดภัยอย่างไรก็ตาม เหล็กดัดลวดลายพิเศษมักมีราคาสูงกว่าแบบมาตรฐาน 3. มองวิวจากภายในได้สบายตากว่า เมื่อเทียบกันแล้ว เหล็กดัดด้านนอกจะทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกอึดอัดน้อยกว่าเหล็กดัดด้านใน เมื่อต้องมองออกไปยังภายนอกบ้าน ข้อเสียของการติดเหล็กดัดหน้าต่างด้านนอกบ้าน 1. กระทบความสวยงามของตัวบ้าน เหล็กดัดภายนอกอาจทำให้บ้านดูแข็งกระด้าง หรือคล้ายถูกกักขังนอกจากนี้ หลายโครงการบ้านจัดสรร มีข้อห้ามในการติดเหล็กดัดภายนอก อย่างชัดเจน 2. สกปรกและเกิดสนิมได้ง่าย เหล็กดัดด้านนอกต้องเผชิญกับแดด ฝน ฝุ่น และความชื้นตลอดเวลาทำให้ เป็นสนิมได้เร็ว ต้องทำความสะอาดและบำรุงรักษาบ่อยกว่า 3. ความปลอดภัยขึ้นอยู่กับคุณภาพการติดตั้ง หากติดตั้งไม่แน่นหนา เหล็กดัดด้านนอกอาจถูกถอดหรือทำลายได้ง่าย ส่งผลให้ความปลอดภัยลดลง 4. เสี่ยงอันตรายในกรณีฉุกเฉิน ในเหตุเพลิงไหม้หรือสถานการณ์เร่งด่วน เหล็กดัดด้านนอกอาจเป็นอุปสรรคต่อการหนีออกจากอาคาร และเป็นสาเหตุของความสูญเสียได้หากไม่มีระบบเปิดฉุกเฉิน สรุป: ควรเลือกติดเหล็กดัดแบบไหนดี? เน้นความสวยงาม + ข้อบังคับโครงการ → เหล็กดัดด้านใน เน้นป้องกันแรงกระแทกจากภายนอก + มองวิวสบายตา → เหล็กดัดด้านนอก บ้านยุคใหม่หลายหลังเริ่มเลือก โซลูชันทางเลือก เช่น ฟิล์มนิรภัยสำหรับกระจก เพื่อลดข้อจำกัดของเหล็กดัดทั้งสองแบบ

ทำไมฟิล์มเซรามิค ECOBLUE ที่กันอินฟราเรดสูงถึงทำให้รู้สึกเย็นกว่า เมื่อเทียบกับฟิล์มปรอทแบบเก่า

ทำไมฟิล์มเซรามิค ECOBLUE ที่กันอินฟราเรดสูงถึงทำให้รู้สึกเย็นกว่า เมื่อเทียบกับฟิล์มปรอทแบบเก่า ในยุคที่อากาศร้อนขึ้นทุกปี การเลือกฟิล์มติดกระจกที่ช่วยลดความร้อนภายในอาคารหรือรถยนต์กลายเป็นเรื่องสำคัญมากขึ้น ที่บริษัทแอทซิส เรามุ่งมั่นพัฒนาฟิล์มคุณภาพสูงเพื่อตอบโจทย์ลูกค้า โดยเฉพาะฟิล์มที่กันรังสีอินฟราเรด (IR) ได้ในระดับสูง ซึ่งไม่เพียงช่วยลดอุณหภูมิ แต่ยังทำให้คุณรู้สึกเย็นสบายกว่าฟิล์มปรอทแบบเก่า ๆ ที่เคยนิยมใช้กัน บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเหตุผลทางวิทยาศาสตร์เบื้องหลัง โดยเน้นที่การทำงานของระบบประสาทผิวหนังกับรังสีอินฟราเรด รังสีอินฟราเรดคืออะไร และทำไมมันทำให้เรารู้สึกร้อน? รังสีอินฟราเรด (Infrared Radiation) เป็นส่วนหนึ่งของแสงแดดที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดความร้อน แสงแดดประกอบด้วยรังสี UV (อัลตราไวโอเลต) 2%, แสง (Visible Light) 49%, และรังสี IR อีก 49% โดยรังสี IR นี้แบ่งออกเป็น Near-IR (760-1400 nm), Mid-IR (1400-3000 nm) และ Far-IR (3000 nm – 1 mm) ซึ่งส่วนใหญ่จากแสงแดดคือ Near-IR ที่ทะลุผ่านกระจกเข้ามาและถูกดูดซึมโดยวัตถุภายใน ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น เมื่อรังสี IR สัมผัสผิวหนัง มันจะถูกดูดซึมและแปลงเป็นความร้อน ส่งผลให้เรารู้สึกร้อน โดยเฉพาะในรถหรือห้องที่โดนแดดจัด ฟิล์มปรอทแบบเก่า (หรือฟิล์มเคลือบโลหะแบบดั้งเดิม) มักสะท้อนแสง ได้ดี แต่กัน IR ได้น้อย ทำให้ความร้อนยังทะลุเข้ามาได้มาก ในขณะที่ฟิล์มกัน IR สูงสมัยใหม่ เช่น ฟิล์มเซรามิคหรือนาโนเทคโนโลยี สามารถปฏิเสธ (reject) รังสี IR ได้สูงถึง 90-99% โดยสะท้อนออกไปแทนที่จะดูดซึม ทำให้ภายในเย็นลงจริง ๆ ฟิล์มปรอทแบบเก่า vs ฟิล์มกัน IR สูง: ความแตกต่างที่ทำให้รู้สึกเย็นกว่า ฟิล์มปรอทแบบเก่ามักใช้โลหะเคลือบเพื่อสะท้อนแสง แต่มีข้อเสียคือดูดซึมความร้อนจาก IR เข้ากระจก ทำให้กระจกอุ่นขึ้นและแผ่รังสีความร้อนเข้ามาภายใน ส่งผลให้คุณยังรู้สึกร้อนแม้จะมืดลง ในทางตรงกันข้าม ฟิล์มกัน IR สูงจะปฏิเสธรังสี IR ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ให้ทะลุผ่านกระจก ลดอุณหภูมิภายในได้มากกว่า 8-20°F (4-11°C) และทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานน้อยลง ประหยัดพลังงาน จากข้อมูลการทดสอบ ฟิล์มเซรามิค Ecoblue สามารถปฏิเสธ IR ได้สูงกว่า ฟิล์มโลหะเก่า โดยวัดจากค่า TSER (Total Solar Energy Rejection) ที่สูงกว่า ซึ่งหมายถึงการลดพลังงานแสงแดดทั้งหมดได้ดีกว่า ทำให้ภายในเย็นสบายโดยไม่ต้องพึ่งความมืดของฟิล์มเพียงอย่างเดียว ระบบประสาทผิวหนังไวกับรังสีอินฟราเรดที่ความยาวคลื่นไหน? เหตุผลหลักที่ฟิล์มกัน IR สูงทำให้คุณรู้สึกเย็นกว่าคือ มันบล็อกรังสี IR ที่ระบบประสาทผิวหนังไวต่อมากที่สุด ผิวหนังของเรามีตัวรับความร้อน (thermoreceptors) ที่ตอบสนองต่อรังสี IR โดยเฉพาะในช่วง Far-IR (ความยาวคลื่น 3-1000 ไมโครเมตร หรือ 3000 nm – 1 mm) ซึ่งทำให้รู้สึกร้อนอย่างชัดเจน เพราะรังสีนี้ถูกดูดซึมโดยน้ำในผิวหนังชั้นบนสุด แปลงเป็นความร้อนที่ตัวรับประสาทตรวจจับได้ทันที อย่างไรก็ตาม ในแสงแดด รังสี IR ที่ทะลุกระจกส่วนใหญ่เป็น Near-IR (760-1400 nm) และ Mid-IR (1400-3000 nm) ซึ่งทะลุลึกเข้าไปในผิวหนังได้มากกว่า ทำให้รู้สึกร้อนลึกและนานกว่า Far-IR ที่ถูกดูดซึมผิวเผิน หากฟิล์มไม่กัน IR ได้ดี รังสีเหล่านี้จะทำให้ผิวหนังรู้สึกร้อนแม้ไม่ได้สัมผัสโดยตรง ฟิล์มกัน IR สูงจึงช่วยลดการรับรู้ความร้อนนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ Near-IR ที่เป็นส่วนใหญ่ของความร้อนจากแดด จากกราฟการดูดซึมของผิวหนัง จะเห็นว่าผิวหนังดูดซึม IR ในช่วง 1400 nm ขึ้นไปได้สูง ทำให้เกิดความร้อนที่รู้สึกได้ชัด ฟิล์มเก่าอาจไม่บล็อกช่วงนี้ดีพอ แต่ฟิล์มสมัยใหม่จากแอทซิสทำได้ดีกว่า กราฟเปรียบเทียบสเปกตรัมการส่งผ่านของฟิล์มปรอทกับฟิล์มเซรามิคเกรดสูง เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้นว่าฟิล์มกันอินฟราเรด (IR) สูง เช่น ฟิล์มเซรามิคเกรดดี ช่วยลดความร้อนได้ดีกว่า โดยเฉพาะในช่วง Mid-IR (ประมาณ 1,400-3,000 nm) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความร้อนจากแสงแดด เราจึงนำเสนอกราฟสเปกตรัมการส่งผ่าน (Transmittance Spectrum) ที่เปรียบเทียบระหว่างฟิล์มปรอทแบบเก่า (Reflective Mercury Film) กับฟิล์มเซรามิคเกรดสูง (High-Grade Ceramic Film) กราฟนี้แสดงค่าเปอร์เซ็นต์การส่งผ่านรังสีตามความยาวคลื่น (nm) โดย: กราฟนี้ช่วยยืนยันว่าฟิล์มเซรามิคช่วยลดการรับรู้ความร้อนที่ผิวหนัง โดยเฉพาะรังสี IR ในช่วง Mid-IR ที่ระบบประสาทผิวหนังไวต่อการดูดซึมและแปลงเป็นความร้อนได้ง่าย จากกราฟ จะเห็นชัดเจนว่าในช่วง Mid-IR (1,400-3,000 nm) ฟิล์มปรอทยังปล่อยให้ IR ผ่านได้มากกว่า ในขณะที่ฟิล์มเซรามิคบล็อกได้เกือบทั้งหมด นี่คือเหตุผลที่ทำให้คุณรู้สึกเย็นสบายกว่ามาก หากสนใจฟิล์มเซรามิคคุณภาพจากแอทซิส สามารถติดต่อขอทดลองติดตั้งได้เล สรุป: เลือกฟิล์มกัน IR สูงเพื่อความเย็นสบายที่แท้จริง การเลือกฟิล์มติดกระจกไม่ใช่แค่เรื่องความมืดหรือสวยงาม แต่คือการปกป้องจากความร้อนที่แท้จริง ฟิล์มกัน IR สูงจากแอทซิสช่วยให้คุณรู้สึกเย็นกว่า фิล์มปรอทแบบเก่า เพราะบล็อกรังสี IR ที่ผิวหนังไวต่อ โดยเฉพาะช่วง Near-IR และ Mid-IR ที่ทำให้ร้อนลึก หากคุณกำลังมองหาฟิล์มคุณภาพ ติดต่อเราที่แอทซิสเพื่อคำปรึกษาฟรี และสัมผัสความแตกต่างด้วยตัวเอง!

ติดฟิล์มแล้วกระจกร้อนขึ้น แปลว่าฟิล์มไม่ดีจริงหรือ? ไขความลับที่หลายคนเข้าใจผิด!

ทำไมผิวกระจกที่ติดฟิล์มกรองแสง ถึงรู้สึกร้อนกว่ากระจกที่ไม่ติด “ทำไมติดฟิล์มแล้วกระจกร้อนกว่าเดิม?” นี่คือคำถามยอดฮิตที่สร้างความตกใจให้เจ้าของบ้านและคนรักรถมานักต่อนัก จนบางคนถึงขั้นชี้นิ้วบอกว่าฟิล์มที่ติดไปนั้นคุณภาพต่ำแน่ๆ! แต่รู้ไหมครับ… ความจริงกลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง! วันนี้ ATSYS จะมาเฉลยว่าทำไม “กระจกยิ่งร้อน ห้องยิ่งเย็น” ###   1. หน้าที่ของฟิล์มคือ “โล่” ไม่ใช่ “แอร์” ต้องเข้าใจก่อนครับว่าฟิล์มกรองแสงไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำให้ “ผิวกระจกเย็น” แต่มันทำหน้าที่เป็น “โล่ป้องกันรังสีความร้อน” (Infrared) และรังสี UV ไม่ให้ทะลุผ่านกระจกเข้าไปอาละวาดในบ้านหรือในรถคุณ 2. กระจกร้อนขึ้น = ฟิล์มกำลังทำงานอย่างขยันขันแข็ง! ทำไมกระจกที่ติดฟิล์มถึงร้อนกว่ากระจกเปล่า? กระจกที่ไม่ได้ติดฟิล์ม: รังสีความร้อนส่วนใหญ่จะพุ่งทะลุกระจกเข้าไปด้านในทันที ทำให้คนข้างในรู้สึกร้อนแสบผิว และความร้อนสะสมในห้องสูงขึ้น แต่ผิวกระจกอาจจะไม่ร้อนมากเพราะมันยอมให้ความร้อนผ่านไปเลย กระจกที่ติดฟิล์ม (โดยเฉพาะฟิล์มเซรามิก): ฟิล์มจะทำการ “ดูดซับ” (Absorption) และสะท้อนรังสีอินฟราเรดเอาไว้ที่ตัวมันเอง พลังงานความร้อนจึงกักขังอยู่ที่กระจก ไม่หลุดเข้าไปหาคุณ ดังนั้น ถ้าคุณสัมผัสกระจกแล้วรู้สึกร้อนขึ้น อย่าตกใจ! นั่นคือสัญญาณว่าฟิล์มกำลังทำหน้าที่เป็นบอดี้การ์ดรับความร้อนแทนคุณอยู่นั่นเอง 3. ฟิล์มสีเข้ม ยิ่งดูดซับความร้อนได้มากกว่า นอกจากรังสีอินฟราเรดแล้ว “แสงสว่าง” ก็เป็นตัวการของความร้อนเช่นกัน ฟิล์มที่มีสีเข้มกว่าจะดูดซับทั้งแสงและรังสีความร้อนได้มากกว่าฟิล์มสีอ่อน เมื่อรวมพลังการดูดซับทั้งสองอย่างเข้าด้วยกัน กระจกที่ติดฟิล์มเซรามิกสีเข้มจึงมักจะร้อนกว่ากระจกใสอย่างเห็นได้ชัดเมื่อสัมผัสด้วยมือ สรุป: กระจกยอมร้อน เพื่อให้ห้องเย็นสบาย หน้าที่หลักของฟิล์มคือ: กันความร้อน: ไม่ให้ไหลบ่าเข้าไปในห้อง กันแสงจ้า: สบายตาขณะขับขี่หรือพักผ่อน กันรังสี UV: ป้องกันผิวไหม้และถนอมเฟอร์นิเจอร์ไม่ให้ซีดจาง กระจกร้อนขึ้นไม่ได้แปลว่าฟิล์มไม่ดี แต่มันแปลว่าฟิล์มกำลังทำหน้าที่ปกป้องคุณอย่างเต็มที่ต่างหาก!