กระจก Low-E หรือ กระจกโลวอี (Low Emissivity Glass) ไม่ใช่นวัตกรรมใหม่อย่างที่หลายคนเข้าใจ จริง ๆ แล้วกระจกชนิดนี้ถูกใช้งานมานานกว่า 30 ปี โดยได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศเขตหนาว เนื่องจากช่วย ลดการสูญเสียความร้อนจากภายในอาคารออกสู่ภายนอก
แต่ในประเทศไทย กระจก Low-E เพิ่งเริ่มเป็นที่พูดถึงอย่างจริงจังในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา จากกระแสรณรงค์เรื่องการลดความร้อนในอาคาร การประหยัดพลังงาน และการเข้ามาทำตลาดของกระจก Low-E จากจีนที่มีราคาจับต้องได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ❗ กระจก Low-E ไม่ได้มีแต่ข้อดี และไม่ใช่ว่าจะเหมาะกับทุกอาคาร โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนแบบเมืองไทย บทความนี้จะพาคุณมาทำความเข้าใจการทำงาน ข้อดี และข้อจำกัดของกระจก Low-E อย่างตรงไปตรงมา
กระจก Low-E (Low Emissivity) คือกระจกที่มีคุณสมบัติหลัก 2 ประการ ได้แก่
หมายความว่า กระจกจะ ไม่ค่อยแผ่หรือปล่อยความร้อนออกสู่สภาพแวดล้อม เมื่อเทียบกับกระจกธรรมดา จึงช่วยลดการถ่ายเทความร้อนผ่านผิวกระจก
กระจก Low-E สามารถให้ แสงธรรมชาติ (Visible Light) ผ่านเข้ามาได้ดี ในขณะที่ รังสีอินฟราเรด (ความร้อน) ถูกสะท้อนหรือกั้นไว้บางส่วน ช่วยให้ภายในอาคารสว่าง แต่ไม่ร้อนเหมือนเรือนกระจก
กระจก Low-E จะถูกเคลือบด้วยโลหะบางพิเศษ เช่น
โดย โลหะเงิน เป็นที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากมีคุณสมบัติในการสะท้อนความร้อนได้ดีที่สุด
หากแบ่งกระจก Low-E ตาม กระบวนการผลิต จะสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ
กระจกชนิดนี้ผลิตด้วยกระบวนการ พ่นไอโลหะร้อนลงบนกระจกในขณะที่กระจกยังมีอุณหภูมิสูง ทำให้ชั้นโลหะฝังตัวแน่นไปกับผิวกระจก กระบวนการนี้ต้องทำตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตกระจกแผ่นเรียบ (Float Glass)
กระจก Soft Coat Low-E ผลิตด้วยเทคโนโลยี Magnetron Sputtering ภายในห้องสูญญากาศ
ผลลัพธ์คือกระจกที่มี ประสิทธิภาพในการสะท้อนความร้อนสูงมาก แต่ผิวเคลือบจะบอบบางกว่ากระจกแบบ Hard Coat
(ในบทความถัดไป สามารถแยกอธิบายข้อดี–ข้อด้อยของ Soft Coat Low-E เทียบกับการใช้งานในเมืองร้อนได้อย่างละเอียด)
👉 การเลือกกระจกที่เหมาะสม ควรพิจารณา ทิศทางแดด ประเภทอาคาร ระบบปรับอากาศ และงบประมาณ ไม่ใช่แค่คำว่า “Low-E” เพียงอย่างเดียว