ในอดีตหากพูดถึง กระจกโลวอี (Low-E Glass) เรามักจะถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางเทคนิคว่า “กระจกแบบ Soft Coat” แม้จะกันร้อนดีแต่ไม่สามารถนำมาทำลามิเนตได้ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนา “กระจกโลวอีแบบกึ่งเคลือบอ่อน” (Semi-Soft Coat Low-E) ขึ้นมาเพื่อทลายข้อจำกัดเดิมๆ และเพิ่มทางเลือกให้กับการก่อสร้างยุคใหม่ครับ
ทำความรู้จัก กระจกโลวอีกึ่งเคลือบอ่อน (Semi-Soft Coat)
นี่คือพัฒนาการล่าสุดของวงการกระจกประหยัดพลังงาน โดยเป็นการดึงจุดเด่นเรื่องการสะท้อนความร้อนของ Soft Coat มาปรับปรุงให้สามารถนำไปผลิตเป็น “กระจกโลวอีลามิเนต” ได้สำเร็จ ซึ่งให้ประสิทธิภาพในการลดความร้อนที่เหนือกว่ากระจกแบบเคลือบแข็ง (Hard Coat) ทั่วไป
สเปกและความคุ้มค่าทางพลังงาน
สำหรับใครที่มองหาตัวเลขประสิทธิภาพ กระจกชนิดนี้ให้ค่าเบื้องต้นที่น่าสนใจมากครับ:
แสงส่องผ่าน (VLT): ประมาณ 70% (ช่วยให้บ้านดูโปร่ง สว่างเป็นธรรมชาติ)
แสงสะท้อน: ประมาณ 9% (ไม่สะท้อนรบกวนสายตาเพื่อนบ้าน)
ค่า SHGC: 0.6 (ป้องกันความร้อนจากแสงแดดเข้าสู่ภายในได้ดีกว่าแบบเคลือบแข็ง)
ข้อจำกัดที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจซื้อ
แม้จะมีข้อดีเรื่องการกันร้อนที่โดดเด่น แต่ กระจกโลวอีลามิเนต ชนิดกึ่งเคลือบอ่อนก็ยังมีจุดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน:
ไม่สามารถใช้เป็นแผ่นเดี่ยว: เนื่องจากผิวเคลือบยังไวต่ออากาศ จึงต้องนำไปประกบ (Laminated) ให้อยู่ระหว่างชั้นกระจกเท่านั้น
ไม่สามารถทำเป็นกระจกเทมเปอร์: ด้วยกระบวนการผลิตทำให้ไม่รองรับการอบเทมเปอร์ในบางกรณี
ค่า U-Value ที่อาจเพิ่มขึ้น: การที่ชั้นเคลือบอยู่ข้างในลามิเนต ทำให้ประสิทธิภาพการป้องกันการถ่ายเทความร้อน (U-Value) ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับระบบอื่น
ความเสี่ยงเรื่อง Oxidation: ในระยะยาวหากอากาศหรือความชื้นแทรกซึมผ่านชั้น PVB เข้าไปได้ อาจเกิดรอยออกไซด์บนผิวเคลือบได้
บทสรุปจาก ATSYS
การมี กระจกโลวอีลามิเนต รุ่นกึ่งเคลือบอ่อนเป็นทางเลือก นับเป็นข่าวดีสำหรับผู้ที่ต้องการกระจกนิรภัยที่กันความร้อนได้ดีกว่ามาตรฐานเดิม อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้งานควรเปรียบเทียบทั้ง ข้อดี ข้อเสีย และงบประมาณ ให้เหมาะสมกับลักษณะอาคารของคุณ